http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 24/06/2022
สถิติผู้เข้าชม12,590,108
Page Views14,785,914
« June 2022»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

แถลงการณ์ เรื่องอุทกภัย กับทุกข์ที่ประชาชนไม่ยอมรับ โดยจำลอง บุญสอง

แถลงการณ์ เรื่องอุทกภัย กับทุกข์ที่ประชาชนไม่ยอมรับ โดยจำลอง บุญสอง

เรียน เพื่อน พี่ น้อง สื่อมวลชนทุกท่าน

                “น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ แต่การ “กั้นน้ำ” ไม่ให้ท่วมพื้นที่ตนแต่ส่งผลไปท่วมพื้นที่อื่น การ “ผันน้ำ” ที่ควรจะท่วมพื้นที่ที่ควรท่วมตามธรรมชาติ ให้ไปท่วมพื้นที่อื่นอย่างปราศจากความละอาย เป็นการประกอบอาชญากรรม”               การที่รัฐบาล (แดง) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (เหลือง) ร่วมมือกันปกป้องกรุงเทพฯ พื้นที่ไหลของน้ำหลากที่มาจากภาคเหนือตามธรรมชาติเอาไว้ ไม่ว่าจะ1.ด้วยการกั้นน้ำด้วยวิธีการต่างๆหรือ 2.ผันน้ำไปยังพื้นที่อื่นด้วยคิดว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของชาติที่จำเป็นต้องรักษาไว้ ทั้งนี้ก็เพราะ “จุดยืน” ทางชนชั้นของ “ผู้ปกครอง” ซึ่งเป็นเป็นตัวแทนของคนส่วนน้อยนั่นเอง ที่ทำให้พวกเขา กระทำการดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงคนนอกคันกั้นน้ำ คนในพื้นที่ที่ถูกผันน้ำเข้าใส่อันได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา นครนายก ดอนเมือง สายไหม มีนบุรี และหนองจอก ว่าจะเสียหายจากการนี้อย่างไรผลของจุดยืนอันนำมาซึ่งวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติดังกล่าว ทำให้คนที่อยู่หน้าเขื่อนกทม. คนที่ถูกผันน้ำเข้าใส่เหล่านั้น ต้องกลายเป็น แพะรับบาป กลายเป็น  ผู้เสียสละ  ไปโดยสภาพบังคับ กลายเป็น “มนุษย์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” ที่ต้องอยู่กับความเน่าเหม็นของน้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษอันเกิดจาการพัดพาเอาของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม จากโรงงานฆ่าสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ และขยะที่ถูกพัดพามากับน้ำนานกว่าที่ควรจะเป็น               นิทรรศการภาพถ่าย เพื่อถ่ายทอด “ทุกข์” ของ “แพะรับน้ำ” จึงถูกจัดตั้งขึ้นท่ามกลางความเน่าเหม็น ณ หอศิลป์กลางน้ำเน่า เพื่อสื่อให้เห็นเหตุแห่งปัญหา ของผู้ที่ไม่มีปากเสียง

นิทรรศการครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากช่างภาพหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่เที่ยวไปดูชีวิตของคนครึ่งบกครึ่งน้ำ ตามพื้นที่น้ำเน่า นิทรรศการดังกล่าวจะเคลื่อนที่การแสดงไปตาม “แก้มลิงโดยสภาพบังคับ” หลายๆ แห่งทั้งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม นครนายก และฉะเชิงเทรา ตามโอกาสที่เปิดให้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2-5 ธันวาคม 2554

พร้อมกันนี้ได้แนบเอกสารกำหนดการ พร้อมภาพถ่ายที่ใช้จัดแสดงในงานและคำแถลงการณ์เพื่อเป็นข้อมูลในเบื้องต้น หากต้องการสอบถามข้อมูลสามารถติดต่อได้ที่ จำลอง บุญสอง โทรศัพท์ 090-103-2387

                                                                                แถลงการณ์

                                                      เรื่องอุทกภัย กับทุกข์ที่ประชาชนไม่ยอมรับ

                มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในประเทศของเราครั้งนี้ นอกจากจะสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของประชาชนในหลายจังหวัดที่ถูกน้ำท่วมขังอย่างเหลือคณานับแล้ว ยังได้สร้างความทุกข์ยากเดือดร้อนให้กับพี่น้องอย่างแสนสาหัสอีกด้วย ผู้คนที่ถูกน้ำท่วมจำต้องทนรับกรรมอยู่กับสิ่งโสโครก เชื้อราและน้ำที่เน่าเหม็นอย่างที่สุดจะทนทานนานนับเดือน ภัยร้ายแรงครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนต้องเอาชีวิตมาสังเวยถึงกว่า 600 ศพอย่างไม่น่าเชื่อ

                หลายคนเข้าใจว่า ภัยที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เป็นภัยที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติเป็นสำคัญ ถ้าใครเข้าใจเช่นนั้นก็คงเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เพราะยังมีอีกภัยอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญมากกว่า นั่นคือ “ภัยการเมือง” ภัยการเมืองนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าภัยธรรมชาติมากมายหลายเท่านัก ปัญหามีอยู่ว่าภัยการเมืองนั้นประชาชนมักจะมองไม่เห็น ทั้งๆที่การทลายคันกั้นน้ำของประชาชนหสายๆพื้นที่นั้น แท้จริงแล้วเป็นผลมาจากภัยการเมืองทั้งสิ้น

           ทุกข์อันเกิดจากภัยธรรมชาตินั้น ประชาชนยอมรับได้อยู่แล้ว แต่ทุกข์ของประชาชนอันเกิดจากภัยการเมืองนั้น ประชาชนไม่ยอมรับเพราะถือว่าแก้ไขได้ เมื่อชนชั้นปกครองไม่ยอมแก้ไข ประชาชนจึงจำเป็นต้องไปแก้ไขเอง เช่นการพังทลายคันกั้นน้ำที่ทำให้น้ำท่วมขังและเน่าเหม็นอยู่ในขณะนี้

          ทุกข์อันเกิดจากธรรมชาติเช่น ชาติปิ ทุกขา- ความเกิดเป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณมปิทุกขา – ความตายเป็นทุกข์  ความทุกข์ตามธรรมชาติเช่นนี้ ประชาชนยอมรับได้ แต่ทุกข์อันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่นทำให้เกิด โศกะ- ความโศกเป็นทุกข์ ปริเทวะ-ความพิรี้พิไรรำพันเป็นทุกข์ ทุกขัง- ความทุกข์กายเป็นทุกข์ โทมนัส- ความทุกข์ใจเป็นทุกข์ สปายาสาปิ- ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ อุปนิเยหิ สัมปโยโค ความประสบด้วยสิ่งอันไม่ปรารถนาเป็นทุกข์ ปิเยหิวัปปโยโค ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักเป็นทุกข์ ยัมปิจฉัง นลกติตัมปิ ความปรารถนาอันไม่ได้ดังหวังเป็นทุกข์ ทุกข์เหล่านี้เป็นทุกข์ที่เกิดจากภัยการเมืองการปกครอง เป็นทุกข์ที่ประชาชนไม่ยอมรับ เพราะถือว่าแก้ไขได้

         ดังนั้นเมื่อประชาชนไม่ยอมรับผู้ปกครองจะอ้างว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ เพราะการต่อสู้เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ประชาชนนั้นย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน  ซึ่งเป็นหลักกฎหมาย( RULE OF LAWS) หลักหนึ่ง เรียกว่าหลักนิติธรรม ซึ่งก็คือ “ความปลอดภัยของประชาชนเป็นกฎหมายสูงสุด” ดังนั้น ผู้ปกครองจะอ้างว่า กฎหมายของตนเหนือกว่าความปลอดภัยของประชาชนมิได้ และจะอ้างว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากคำประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาปี 1776 ที่ว่า

           “มนุษย์ถูกสร้างมาให้เท่าเทียมกัน มีสิทธิที่จะยกเลิก เปลี่ยนแปลง อันสิทธิซึ่งพระผู้สร้างได้ประทานให้มาในบรรดาสิทธิเหล่านั้น เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิในเสรีภาพ สิทธิในการแสวงหาความสุข และเพื่อที่จะรักษาสิทธิเหล่านั้นไว้ให้มั่นคง  การปกครองจะต้องสถาปนาขึ้น โดยอำนาจอันชอบธรรมที่ได้มาต้องเกิดจากความยินยอมของ “ผู้ถูกปกครอง” เมื่อใดที่การปกครองในรูปใดรูปหนึ่งทำลายสิทธิเหล่านั้น ย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการปกครองนั้น และสถาปนาการปกครองใหม่ ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานแห่งหลักการของสิทธิเหล่านั้น เพื่อให้อำนาจของการปกครองนั้นมีผลเป็นความปลอดภัยและความสุขชองประชน”

             หมายความว่าถ้าการปกครองใดทำให้ประชาชนไม่ได้รับความปลอดภัย ประชาชนก็มีสิทธิที่จะโค่นล้มการปกครองนั้นเสีย

              ภัยการเมืองของบ้านเราก็คือ ระบอบเผด็จการนั่นเอง  เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้นมาจึงส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส และความทุกข์ยากเดือดร้อนเหล่านั้น แท้จริงแล้วก็มาจากระบอบเผด็จการเป็นสำคัญ

หาใช่ภัยจากธรรมชาติเป็นสำคัญไม่ การจะพ้นความทุกข์ยากเดือดร้อนได้ประชาชนจำต้องร่วมกันเปลี่ยนระบอบเผด็จการให้เป็นระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น

         จึงแถลงมาให้ทราบโดยทั่วกัน

          2 ธันวาคม 2554

           ผู้แทนประชาชนที่เดือดร้อน ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม

 

ความจริงแท้

                -น้ำที่ถูกกันไม่ให้ท่วมพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด ก็คือน้ำที่ไปท่วมพื้นที่อื่น น้ำที่ถูกกันไม่ให้ไปทำความเสียหายแก่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใด ก็เท่ากับมวลน้ำดังกล่าวถูกผลักดันให้ไปทำความเสียหายให้กับพื้นที่อื่นตามธรรมชาติ

-ราคาของสิ่งที่เสียหายอาจจะเท่ากัน แต่ “มูลค่า” ของความเสียหายของคนรวยย่อมต่างจากมูลค่าความเสียหายของคนจนๆ ที่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา

                -คุณมีเงิน คุณก็สามารถสร้างปราสาทที่สูงกว่าคนอื่นเพื่อหนีน้ำได้ คุณมีเงินคุณก็สร้างกำแพงป้องกันโรงงานอุตสาหกรรมและสูบน้ำไม่ให้น้ำเข้ามาทำความเสียหายให้กับกิจการของคุณได้ แต่การสร้างปราสาทที่สูงกว่าชาวบ้านก็ดี สร้างกำแพงกั้นน้ำเอาไว้ก็ดี การสูบน้ำออกจากพื้นที่คุณด้วยกำลังเครื่องสูบที่มากกว่าใครก็ดี นั่นหมายถึงว่าคุณกำลังสร้างหลุมขนมครกหรือบ่อน้ำให้คนที่อยู่ต่ำกว่าคฤหาสน์หรือปราสาทของคุณ นอกจากน้ำจะท่วมบ้านคนที่ด้อยกว่าคุณแล้ว น้ำดังกล่าวยังไปท่วมใจของพวกเขาอีกด้วย

                -ผู้แทนคือคนที่พูดหรือกระทำทำแทนผู้ใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้แทนนั้นอาจจะมีลักษณะเป็นผู้แทนของนายทุนก็ได้ ผู้แทนของชนชั้นสูงก็ได้ ผู้แทนของประชาชนก็ได้

                ผู้แทนประชาชนอาจไม่ได้เป็น ส.ส.,ส.ก.ที่มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกัน ส.ส.,ส.ก จากการเลือกตั้งอาจจะไม่ใช้ตัวแทนของประชาชนเสมอไป โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นตัวแทนของ “พรรค” พรรคในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนั้นมีทั้งพรรคของ1. นายทุน 2.พรรคของชนชั้นสูง หรือ 3.พรรคของประชาชน

-กรรมกรในสหภาพแรงงานอาจจะเป็นผู้แทนของนายทุนหรือเป็นผู้แทนของกรรมกรจริงๆก็ได้ กรรมกรที่เป็นผู้แทนนายทุนเรียกว่า “ผู้แทนนายทุนในขบวนการกรรมกร” ผู้รู้บางคนจะเรียกว่าพวก “หัวหน้าทาส” ก็ไม่ผิด

                น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ มีตัวแทนประชาชนที่แท้จริงเกิดขึ้นมากมาย เพราะคนเหล่านั้นมีจิตอาสา ลุกขึ้นมาช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบต่างๆโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้แทนแบบนี้มักจะไม่มีที่นั่งในสภาผู้แทน ส่วนพวกที่นั่งในสภาผู้แทนกลับไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้แทนประชาชน ถึงแม้จะเอาของมาแจกให้ประชาชนก็ตาม ที่ไม่ได้เป็นผู้แทนประชาชนก็เพราะเขาไม่ยอมเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ราษฎร “หุบปาก” กล้าๆของเขาลงเพราะเกรงจะมีปัญหากับนายทุนเจ้าของพรรค ก่อนหน้านี้มี ส.ส.ลพบุรีบางคนปากกล้า ต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมเพราะการกั้นน้ำไม่ให้เข้าไปท่วมสุพรรณ แต่ครั้นนายทุนพรรคสั่งให้หุบปาก เขาก็เงียบเป็นเป่าสาก พฤติกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้แทนนายทุนของเขานั่นเอง

                กทม.เป็นรัฐอิสระในรัฐเดี่ยวคือราชอาณาจักรไทย มีทั้งอำนาจรัฐเอง มีเศรษฐกิจเองและมีมวลชนเป็นของตนเอง

อย่างนี้เรียกว่าเป็นรัฐซ้อนรัฐ การเอากทม.ซึ่งเป็นเอกรัฐมาอยู่ในท่ามกลางราชอาณาจักรเป็นเรื่องตลกทางวิชาการ ยิ่งเมื่ออยู่คนละขั้วทางการเมืองด้วยแล้ว การแก้ไขปัญหาให้ประชาชนจึงติดขัดเพราะทำผิดหลักวิชากันนั่นเอง

               

                สิทธิ์มี 3 สิทธิ์คือ

                                1.สิทธิ์ที่ธรรมชาติ (หลายคนอาจจะเรียกว่าสิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้า) ให้มา แบ่งออกเป็น

                                                1.1 สิทธิ์ในเสรีภาพ

                                                1.2 สิทธิ์ในชีวิต

                                                1.3 สิทธิ์ในการแสวงหาความสุข

                ทั้ง 3 สิทธิ์นี้ผู้ใดจะละเมิดมิได้

                                2.สิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิ์ที่ประชาคมโลกสร้างขึ้น มักจะเป็นสิทธิ์ในเรื่องของการคิด

                                3.สิทธิ์ประชาธิปไตย สิทธิ์นี้เป็นสิทธิ์ของประชาชนก็จริงแต่สิทธิ์นี้จะได้มาก็ต่อเมื่อประชาชนต้องทำเอง

                                4.สิทธิ์เผด็จการ เป็นสิทธิ์ที่ผู้ปกครองชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งใน 3 ชนชั้น (สูง กลาง (นายทุน) ล่าง (กรรมกร)) ยัดเยียดให้กับประชาขน

                                สิทธิ์ที่ได้รับจากการปกครองแบบเผด็จการหน้าตาเป็นอย่างไร ประชาชนที่ถูกให้เป็น “แก้มลิง” อย่างผิดธรรมนองคลองธรรมเพื่อให้พื้นที่ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งชนชั้นใดรอดพ้นจาก “ความเสียหาย” หรือเท่ากับการ “ผลักภาระแห่งความเสียหายนั้น ไปให้พื้นที่อื่นคงได้รับรสชาติของมันแล้ว

                                “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” เป็นวลีที่เผด็จการเอาเป็นเครื่องมือในการปราบปรามประชาชน เพราะกฎหมายที่ร่างโดยชนชั้นใดก็เพื่อประโยชน์แก่ชนชั้นนั้น กฎหมายที่ร่างโดยผู้แทนนายทุนก็เพื่อนายทุน กฎหมายที่ร่างโดยชนชั้นสูงหรือตัวแทนชนชั้นสูงก็เพื่อชนชั้นสูง การที่ประชาชนจะสามารถร่างกฎหมายของประชาชนเองได้ก็ต้องสร้างการปกครองของประชาชนขึ้นมาก่อน มีแต่การปกครองของประชาชน โดยประชาชนเท่านั้นที่ “เพื่อประชาชน”

ความปลอดภัยของประชาชนโดยรวมต่างหากที่เป็น “กฎหมายสูงสุด” นี่เป็น Rule of Law หรือหลักกฎหมาย โบราณเรียกพระธรรมศาสตร์

                น้ำย่อมไหลไปยังที่ต่ำเป็นสัจธรรมหรือความจริงแท้ แต่บ้านคนมีความสูง ความต่ำที่ไม่เหมือนกัน บางบ้านอาจจะอยู่สูงเหมือนขอบหลุมขนมครก บางบ้านอาจจะอยู่ต่ำเหมือนหลุมขนมครก ดังนั้นความเสียหายจากการถูกน้ำขังจึงไม่เท่ากัน อย่ามาบอกให้คนที่อยู่ในหลุมขนมครก “เสียสละ” แต่เพียงฝ่ายเดียว ทัศนะดังกล่าวเป็นทัศนะของเผด็จการ เป็นทัศนะของคนที่ไม่มีจิตใจสาธารณะ

-มวลน้ำมากที่มีกำลังดันแรงๆควรจะถูกผันผ่านกทม.ซึ่งเป็นเส้นทางสั้นที่สุด เร็วที่สุดไปตั้งนานแล้ว การที่ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตรก็ไม่ทำ แถมกั้น้ำไม่ให้ผ่านด้วยประตูระบายน้ำก็ดี ด้วยบิ๊กแบ้คก็ดี เป็นการประกอบอาชญากรรมต่อคนนอกเขื่อนกั้นน้ำ ไม่เพียงแต่เท่านั้นพื้นที่น้ำท่วมบริเวณท้องขนมครกของกทม.ที่คุณเอาไม่อยู่ ยังถูกกักบริเวณอยู่เป็นเวลานาน เพื่อเป็นแพะรับน้ำแทนคนกรุงเทพฯชั้นในอีกต่างหาก คุณสุขุมพันธ์สมควรทำหน้าที่ผู้ว่ากทม.หรือ

                                ลองมาอยู่บ้านในน้ำครำกับประชาชนสักเดือนดีไหม?

                                -เมื่อประชาชนประสบภัยธรรมชาติ เขาก็มักจะนึกถึงแต่ภัยอันเกิดจากธรรมชาตินั้นๆเสมอ หารู้ไม่ว่าภัยที่ยิ่งใหญ่กว่าภัยธรรมชาติคือภัยการเมือง ภัยการเมืองนั้นเป็นปฐมเหตุทั้งภัยภัยธรรมชาติและภัยอันเกิดจากการจัดการภัยธรรมชาติที่ไม่เป็นธรรม (คือการปิดกั้นและผันน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่หนึ่งเพื่อให้น้ำปริมาตรดังกล่าวไปทำความเสียหายให้กับอีกพื้นที่หนึ่ง) ด้วย

                                -วิธีแก้ไขปัญหา “ภัย” ได้ต้องใช้ยาที่ชื่อว่า “มนุษยธรรม” เท่านั้น เขมรลี้ภัยสงครามข้ามมาประเทศไทย ไทยก็ใช้ยาแห่งคุณธรรมช่วยเหลือไป ถ้าวันนั้นประเทศไทยเอากฎหมายคนเข้าเมืองไปจัดการกับเขมรที่ประสบภัยเหล่านั้น นอกจากจะแก้ภัยให้แก่ผู้อพยพไม่ได้แล้ว ไทยยังต้องเจอปัญหาอื่นๆตามมาอีกด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น การแก้ภัยอันเกิดจากน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ ก็ต้องใช้ยา “มนุษยธรรม” แก้ไขเช่นเดียวกัน จะมาเอากฎหมายกทม.มาแก้ปัญหาก็ผิดทำนองคลองธรรม อย่ามองว่าการเดือดร้อนของคนสามวา นนทบุรี ดอนเมืองเป็นเรื่องเล่นๆ จะพูดว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฎหมายก็ไม่ถูก พื้นที่แถบนั้นเขาเดือดร้อนก็เพราะการกั้นน้ำของกทม.แบบ “รุกรานสิทธิ์” ผู้อื่น เขมาทำสิ่งผิดให้เป็นถูกเขาผิดด้วยหรือ

                -ทุกข์นั้นมี 2 ชนิด ทุกข์ชนิดแรกเกิดจากธรรมชาติอันได้แก่การ เกิด แก่ เจ็บ ตาย รวมถึงน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วย แต่ทุกข์อันเกิดจากการถูกผู้ปกครองกระทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้อำนาจในการปิดกั้นทางน้ำ การผันน้ำเข้าใส่เพื่อ “ผลักภาระแห่งความเสียหาย” ให้ เป็นเรื่องที่ประชาชน “รับไม่ได้”

                -ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ขึ้นไม่เป็นไรขออย่าให้ของขึ้นราคาสินค้า ตอนนี้ราคาสินค้าขึ้นตลอด ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 ก็ยังไม่ได้ น้ำท่วมคนยิ่งจนลงของยิ่งแพงขึ้น นรกบนดินแท้ๆ ผู้มีอำนาจหลายคนกลับบอกว่าเมืองไทยเรานี้แสนดีเพราะมีเทวดาคุ้ม ฮ่า ๆๆ Propaganda ชัดๆ ตามหลักวิชา ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสถานภาพของผู้ปกครองเผด็จการกำลังสั่นไหวมากมายเพียงใด

สินค้าขายดีไม่ต้องมีโฆษณา สินค้าขายไม่ออกจึงต้องบอกโฆษณา

Hopeless 

ทะเลสาบกลางหมู่บ้าน

คลายเครียด

ยิ้มสู้

ทางรอดของ กทม.

สวนสวยหลังบ้าน

จำลอง บุญสอง แพะรับน้ำ

ล้มทั้งยืน

                ผู้ปกครองปกป้องแต่นิคมอุตสาหกรรมต่างชาติ ไม่ค่อยสนใจนิคมอุตสาหกรรมไทยอย่างที่อ้อมน้อย อ้อมใหญ่ ที่ถูกปล่อยให้น้ำท่วมโดยไม่พูดถึงแบบเดียวกับอุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่มีนายทหารและผู้มั่งมีไทยเข้าไปเป็นกรรมการ และก็อย่าไปกลัวว่านักลงทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นเพราะอยู่นี่ กรรมกรหยุดงานเพื่อปรับดุลชีวิตไม่ได้เพราะมีกฎหมายของระบอบเผด็จการไทยที่เอื้อให้นายทุนฟ้องเรียกค่าเสียหายคืน ไปที่อื่น (จีน เขมร เวียดนาม ต่อไปพม่า) เจอการนัดหยุดงานเข้าเดี๋ยวก็เผ่นกลับมาเอง

 

คิดบวก-คิดต่างหรือ “คิดถูก”

                ความหายทางร่างกายและทรัพย์สินอันเนื่องมาจากมหาอุทกภัยและการจัดการน้ำแบบ “สองมาตรฐาน” ในวันนี้ พวกกับความเสียหายของประชาชนอันเนื่องจากการสู้กันของผู้ปกครองเหลือง-แดงในวันก่อน ไม่พ้นที่ส่งผลเสียหายทางด้านจิตใจตามมาด้วย ผลด้านลบก็คือหลายคนเกิดอาการซึมเศร้า หลายคนคิดจะฆ่าตัวตาย หลายคนยอมจำนนต่อปัญหา ส่วนผลทางด้านบวกก็คือ เหตุการณ์เหล่านั้นทำให้ประชาชน “ตื่นตัว” คิดที่จะ “แก้ไขปัญหา” การแก้ไขปัญหาของพวก “จิตนิยม” ก็คือการไปบนบาลศาลกล่าวต่อสิ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่การคิดแก้ไขปัญหาของคนที่มีสติปัญญา มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ก็คือโยงปัญหาที่เกิดเพื่อให้ไปถึง “เหตุแห่งปัญหา” เพราะคนที่คิดเป็นวิทยาศาสตร์เหล่านั้นเข้าใจดีว่า “เหตุแห่งปัญหา” นั่นแหละ ที่ “เป็นที่มา” แห่งปัญหา

เหตุแห่งปัญหาน้ำท่วมมี 2 ประการ ประการแรกก็คือเหตุอันเกิดตามธรรมชาติ ประการที่สองก็คือเหตุอันเกิดจาก “วิธีการ” ในการจัดการน้ำของผู้ปกครองของระบอบเผด็จการ

เหตุอันเกิดจากธรรมชาตินั้นเป็นเหตุที่คนที่คิดแบบวิทยาศาสตร์ “รับได้” เพราะอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ แต่เหตุอันเกิดจากการจัดสรรน้ำที่ไม่เป็นธรรมนั้น คนที่คิดเป็นวิทยาศาสตร์ “รับไม่ได้” ก็จะรับไปได้อย่างไรในเมื่อพวกหนึ่งถูกผันน้ำเข้าใส่จนเกิดความเสียหายกันอย่างยับเยิน แต่อีกพวกหนึ่งกลับได้รับการดูแลปกป้องดัง “ไข่ในหิน” ทั้งๆที่พื้นที่ที่คนเหล่านั้นอยู่ ควรจะเป็นพื้นที่ “น้ำผ่าน” เพื่อ “ความรวดเร็ว” ในการนำน้ำลงทะเล

ที่ไม่ยอมให้นำผ่านพื้นที่ที่สั้นที่สุด (ในการไหลของน้ำลงทะเล) ของผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ว่าระดับชาติหรือระดับท้องถิ่นก็คือ พื้นที่ดังกล่าว เป็นพื้นที่ที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองเหล่านั้น มีผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและมีผลประโยชน์ทางด้านการเมืองรวมอยู่ด้วยกัน

พวกที่มีความคิดแบบจิตนิยมนั้นผู้ปกครองไม่กลัว เพราะเป่ากระหม่อมด้วย “ถุงยังชีพ” บวกกับ CSR บวกกับการสร้างความหวังลมๆแล้งๆด้วยบทเพลง เอาดารานักแสดงมาโชว์การแสดงเข้าหน่อย เอาใจหน่อย คนเหล่านี้ก็หมดพลังไปเอง แต่พวกที่มีความคิดแบบวิทยาศาสตร์นี่สิที่ผู้ปกครองกลัว กลัวว่าจะโยงปัญหาการจัดการน้ำแบบ “อยุติธรรม” ไปถึงเหตุแห่งปัญหา ซึ่งก็คือการจัดการน้ำภายใต้ผลประโยชน์ของ “ผู้ปกครองเผด็จการ”นั่นเอง

นี่แหละที่ทำให้เผด็จการสั่นไหว สั่นไหวเพราะกลัวประชาชนจับได้ว่าวิธีการจัดการต่อปัญหาของผู้ปกครองนั่นแหละคือเหตุแห่งปัญหา

หลังจากทอดทิ้งพื้นที่กรุงเทพรอบนอกเพื่อเอาสรรพกำลังทั้งหลายไปดูแลพื้นที่รอบในจนแน่ใจแล้วว่าพื้นที่ด้านใน “ปลอดภัยแล้ว” นั่นแหละพวกเขาจึงหันมา “เอาใจประชาชน” เพราะเกรงว่าประชาชนจะลุกฮือทางการเมืองขึ้น พวกเขาตาแหกย้ายเครื่องสูบน้ำที่เคยสูบให้ “คนกรุงเทพฯชั้นใน” มาสูบให้พื้นที่ที่ถูกทำให้น้ำท่วมขัง ใช้รถประชาสัมพันธ์ออกมาแหกปากว่าผู้บริหารจากพรรคเหลืองของกทม.เป็นห่วงประชาชนนะ รัฐบาลพรรคแดงเป็นห่วงเป็นใยประชาชนนะ วันนี้เราเอาอีเอ็มมาฉีดลงน้ำให้ เอายากันยุงมาฉีดให้ มาเก็บขยะให้ รีบๆไปเอาเงิน 5,000 ที่รัฐบาลให้ซะ เราจะอำนวยความสะดวกให้

“ตบหัว (ผันน้ำเข้าใส่) แล้วลูบหลัง (ปิดปากด้วยของแจก อีเอ็ม ยาฉีดฆ่ายุง ยาทากันเท้าเน่าฯลฯ) แท้ๆ!

ไม่เพียงแต่เท่านั้นพวกเขายังพยายามยุติการคิดที่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมของประชาชน ด้วยการชี้นำให้คนนอกกรุงและในกรุงที่ถูกผันน้ำเข้าใส่ว่า อย่าไปคิดอะไรมาก “คิดบวก” เข้าไว้ คิดบวกในความหมายของเขาก็คือการให้คนที่ถูกน้ำท่วมเหล่านั้นยอมรับสภาพ ให้พวกเขามีความหวังด้วยบทเพลงต่างๆ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ “ไม่ให้โยงไปถึงเหตุแห่งปัญหา” ซึ่งก็คือความ “อยุติธรรม” อันเกิดจากการทำ “สองมาตรฐาน” ในการผันน้ำและการดูแลพื้นที่ของผู้ปกครองเผด็จการนั่นเอง 

                การคิดบวกเป็นเรื่องถูกไม่มีใครปฏิเสธได้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “คิดบวก” คิดบวกในจุดประสงค์ของผู้ปกครองเจ้าเล่ห์ก็คือคิดยอมจำนนต่อโชคชะตา ฝันลมๆแล้งๆตามบทเพลง บทละครที่พวกเขาสร้างขึ้น ทั้งๆที่คิดบวกในความหมายที่แท้จริงคือการคิดแก้ไขเหตุแห่งปัญหาคือการปกครองแบบเผด็จการ เพราะการปกครองแบบเผด็จการนั่นเองต่างหากที่เป็นที่มาของการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมต่อประชาชน  เช่นเดียวกับคำว่าคิดต่างได้แต่อยู่ร่วมกันได้ ซึ่งดูเผินๆแล้วเป็นคำพูดที่ “ดูดี” แต่แท้ที่จริงแล้วนั่นคือการเอาคำพูดเก๋ๆมาสยบการเคลื่อนไหวของประชาชน ไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นสู้ต่างหาก คิดต่างระหว่างโจรที่ปล้นแล้วต้องฆ่ากับขโมยที่คิดแต่จะขโมยของอย่างเดียวแต่ไม่ฆ่าจะมีประโยชน์อะไรต่อประชาชน คิดต่างของพวกโลกแบนกับความคิดต่างของพวกโลกสี่เหลี่ยมมีประโยชน์อะไรในทางวิทยาศาสตร์ในเมื่อเอาไปคำนวณอะไรในการเดินเรือไม่ได้เพราะมันผิดไปจากความจริงแท้ทั้งคู่ 

อย่าเอายากล่อมประสาท สะกดจิตหมู่ประชาชนด้วยการเอาของมาแจก ใช้มือตีนเผด็จการมาสร้างคำหวาน สร้างความหวังลมๆแล้งๆให้ประชาชน เพื่อให้ “ลืมทุกข์” กันไปชั่วครั้งชั่วคราว ในขณะที่เหตุแห่งทุกข์คือความคิดแบบเผด็จการที่มาจากอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย (ระบอบเผด็จการ) ยังไม่ถูกขจัดลง

“การคิดบวก” ไม่ใช่เรื่องของ “การสงเคราะห์ หรือการ “สร้างวิมานในอากาศ” ลมๆแล้งให้แก่ราษฎร การคิดบวกคือการคิด แก้ไข “เหตุแห่งปัญหา” เพราะการแก้ไขเหตุแห่งปัญหา เป็นวิธีการเดียวที่แก้ปัญหาต่างๆได้อย่างเป็นเหตุเป็นปัจจัยตามที่พระพุทธเจ้าสอน เป็นวิทยาศาสตร์ ใครมีเชื้อโรคในร่างกายถ้าไม่กำจัดเชื้อโรคนั้นทิ้งไปเสียโรคร้ายจะหายไปได้อย่างไร ถ้าเรามุ่งไปแก้แต่อาการของโรค เอายากล่อมประสาทให้คนป่วย (ทุกข์จากน้ำท่วม) กิน เอายาหม่อง (ถุงยังชีพ อีเอ็ม พ่นยากันยุง) มาถูทาถูทา เราจะแก้โรค (แก้ปัญหาสองมาตรฐาน) นั้นได้อย่างไร

เราๆท่านๆจะไม่เน่าตายไปกับนำครำอย่างโง่ๆในท่ามกลางการฉลองชัยของผู้ปกครองคนส่วนน้อยที่พยายามทำ “บุญเล็ก” กลบ “บาปใหญ่” ที่พวกเขากระทำต่อพวกเราหรอกหรือ! อย่าให้การแจกของเพื่อ “กลบปัญหา” เพื่อจะได้ “บุญคุณ” อย่ามา “หาประโยชน์” ทางการเมืองให้กับพวกตน บน “ความทุกข์” ของประชาชนเลย

ใครก็ตามที่ไม่ร่วมมือกับประชาชนในการแก้เหตุแห่งปัญหา หนำซ้ำยังไปรับจ้างเผด็จการมาทำยากล่อมปราสาทให้ราษฎรกิน เล่นละครการเมือง เพื่อให้ประชาชนลืมทุกข์และไม่เข้าถึงเหตุแห่งปัญหา คนเหล่านั้นมีสถานภาพเป็นได้แค่ “เสาค้ำเผด็จการ” เท่ากับสนับสนุนให้ “การก่อการร้ายของเผด็จการ” ในการผันน้ำเข้าใส่ราษฎร ดูดี ทั้งๆที่เลว ย่อมมีความผิดเช่นเดียวกับตัวการและผู้จ้างวาน

ทัศนะในการจัดการต่อปัญหาน้ำ ให้ไปท่วมที่อื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯส่วนใน เป็นทัศนะที่เกิดจาก “จุดยืน” คนส่วนน้อยของผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองเป็นคนส่วนน้อย ก็ทำการใดๆเพื่อคนส่วนน้อย แต่ถ้าผู้ปกครองเป็นประชาชนก็ย่อมทำการใดๆเพื่อประชาชน เป็นอิทัปปจยตา

                วันนี้เราได้เห็น “นักวิชาการ” “นักการสื่อสารมวลชน” บางกลุ่มบางพวก ละเว้น ไม่พูดถึงการ “ทำสองมาตรฐาน” ของเผด็จการที่มีต่อประชาชน บางส่วนถูกขอร้องและบางส่วนเต็มใจร่วมมือกับเผด็จการอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่ถูกหยิบยื่นให้ในรูปแบบต่างๆ

                เราจะจัดการกับเผด็จการ “เหา” และ “เสาค้ำเผด็จการ” พวกนี้อย่างไรดี !

จำลอง บุญสอง

                                                                                                                Jamlong_b@hotmail.com

เราไม่ใช่ถังขี้

“เราไม่ใช่ถังขี้กทม.” ที่เขียนอยู่บนผืนผ้าสีขาวที่ผู้ชุมนุมเอามากางประท้วงต่อสาธารณะ แสดงให้เห็นถึงความขมขื่นของมวลชนที่ถูกผู้ถือครองอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย ผลักน้ำเน่าจากอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรีฯลฯเข้าใส่ แทนกทม.ซึ่งเป็นพื้นที่ทางเดินโดยตรงของน้ำเหนือ (Flood Way) มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ

                ด้วยทัศนะหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วิธีคิด” ที่อยู่ภายใต้ “ผลประโยชน์” และ “จุดยืนทางชนชั้น” ของ “ผู้ปกครองคนส่วนน้อย” (ทั้งชนชั้นสูงและชนชั้นกลางที่เป็นทุนผูกขาด) ที่มีทั้งธุรกิจและการเมืองอยู่ในกรุงเทพฯนั่นเอง ที่ทำให้พวกเขา “เห็นแก่ตัว” สั่งการให้กลไกรัฐไม่ว่าจะเป็นทหารและข้าราชการประจำทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ปกป้องกทม.เอาไว้อย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ด้วยการ “ชะลอ” และ “ผลักดัน” มวลน้ำออกไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของกทม. ไม่ว่าจะด้วย บิ๊กแบ้ค ประคูระบายน้ำ“ หรือใช้เครื่องสูบน้ำจำนวนมาก สั่งให้กลไกรัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ปิดกั้นน้ำที่กำลังหลากลงมาทั้งด้วยประตูระบายน้ำและบิ๊กแบ้ค และเครื่องสูบน้ำ เพื่อให้น้ำจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไหลบ่าไปทางทิศตะวันออกเข้าคลองรังสิต เข้า ท่วมปทุมธานี นครนายกและฉะเชิงเทรา ส่วนทางด้านทิศตะวันตกก็พยายามผันน้ำให้ไปท่วมพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร เพื่อการปกป้องกทม.ซึ่งผู้ปกครองเหล่านั้นมีผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจอยู่ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม 

จากจุดยืนคนส่วนน้อยที่เอาพื้นที่กทม.เป็น “ตัวตั้ง” ดังกล่าว คนนอกเขื่อนกทม.หลายคนที่กลายสภาพเป็น “คนครึ่งบกครึ่งน้ำ” อดคิดไม่ได้ว่าพวกเรา “ไม่ใช่ปวงชนชาวไทย” เลยหรือ ? คนนอกเขื่อนอย่างพวกเรา มีหน้าที่หน้าที่ “รับบาป” แทนผู้ปกครองและคนกรุงเทพฯเท่านั้นหรือ ?

การ “ผลักภาระ”แห่ง “ความเสียหาย” ไปให้ “คนนอกเขื่อน” นอกจากจะทำให้ทรัพย์สินเสียหายแล้ว คนครึ่งบกครึ่งน้ำยังต้อง “แช่น้ำเน่า” ที่มาจากบ่อน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรม จากการตายของสัตว์ จากน้ำเน่าเสียอีกด้วย

ทัศนะที่ให้ “คนนอกกรุงเทพฯ” เป็น “ชนชั้น” ที่มีหน้าที่ “รับบาป” เป็นทัศนะที่เลวร้ายมากสำหรับคนจังหวัดอื่นๆที่ถูกผันน้ำเข้าใส่ มันเป็นการประกอบอาชญากรรมต่อเพื่อนร่วมชาติอย่างปฏิเสธไม่ได้

ไม่เพียงแต่เท่านั้น พวกเขายัง “บังอาจ” ใช้ “วิกฤติ” แห่งความทุกข์ของประชาชน มาเป็น “โอกาส” ด้วยการ “ใช้กำไร” อันมิพึงมีพึงได้ จาก “แรงงานส่วนเกิน” มาบริจาคให้ผู้ทุกข์ยากแบบมีจุดประสงค์แอบแฝง ทั้งเพื่อ “กลบเกลื่อน” ความเลวร้าย (จากการผันน้ำผลักภาระความเสียหายไปให้พื้นที่อื่น) และการเพื่อการเอา “บุญคุณ” กับผู้เดือดร้อน  ยิ่งไปกว่านั้นผู้ปกครองเจ้าเล่ห์ยัง “หลอกใช้” “นักการสื่อสารมวลชน” ที่ตั้งใจดีมีอวิชชา (ทางการเมือง) ใช้สื่อ “สัตว์เลี้ยง” เลี้ยงไว้ “กระพือ” ความเป็น “นักบุญ” จิ้งจอกเจ้าเล่ห์ต่อสาธารณะ

“บุญ”บนการ “สร้างบาป” นี่เองที่หลอกให้คนที่อ่านเกมการเมืองไม่ขาด เข้าไป “รับใช้” แนวทาง กลายเป็นสาวก มีสภาพเป็น “เสาค้ำเผด็จการ” ไปโดยปริยาย

                การแจกถุงยังชีพของทั้งรัฐบาลและกทม.เพื่อผ่อนเบาความโกรธแค้นของประชาชนไม่ได้รับผลสำเร็จนัก เพราะประชาชนยังเดือดร้อนนานกว่าจะทนได้ ทั้งคู่จึงงัดเพทุบาย “เล่นละคร” ตบตาประชาชน โดยมีสภาผู้แทน “โรงละคร” การเมืองโรงเก่าเป็นที่แสดง และมีอารมณ์แห่ง “ความขัดแย้งเหลือง-แดง” ที่ค้างคามา เป็นปัจจัยในการเพิ่มความตื่นเต้นพวกเขาถกเถียงกันแต่เรื่อง “วิธีการ” พร้อมๆกับการยกย่องฝ่ายตนเองว่า เป็น “อรหันต์” ในการแก้ไขปัญหาประชาชนฝ่าย ทำนอง “ข้าดีฝ่ายเอ็งเลว” โดยไม่ได้พูดถึงจุดยืนและทัศนะของพวกเขาที่สั่งให้ “ไม่ปล่อยมวลน้ำผ่านกทม.ซึ่งเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด เร็วที่สุด ทำไมพวกเขาต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่ผันมวลน้ำ “อ้อม” กทม.ไปทำความเสียหายแก่จังหวัดที่ไม่ควรจะถูกน้ำท่วม นั่นเป็นการชี้ชัดว่า “ทั้งเหลืองและแดง” กำลังเล่นละครให้ประชาชน “หลงประเด็น” นั่นเอง

                ท่านทั้งหลายครับ บทของนักแสดงทางการเมืองที่แสดงออกมาเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องของ “การตัดตอน” เป็นการหันเหความเข้าใจของประชาชนเพื่อไม่ให้ไปถึงปัญหา “หลักการ” (คืออำนาจอธิปไตยไม่ใช่ของปวงชน) อันเป็น “ปฐมเหตุแห่งปัญหา” ที่แท้จริงนั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า “ผู้นำมวลชน” ทั้งเหลืองและแดง ที่หลอกพาประชาชนไปตายเพื่อนายทุนผูกขาดและชนชั้นสูงที่พวกเขาเรียกกันว่าไพร่และอำมาตย์นั้น จะไม่มีเอี่ยวในการ Drama ครั้งนี้ด้วย

                ท่านทั้งหลายครับการชะลอและเบี่ยงเบนเส้นทางเดินปรกติของน้ำเหนือไม่ให้เข้ากรุงเทพฯแบบสองมาตรฐานดังกล่าว เป็นการละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เป็นการประกอบอาชญากรรมต่อเพื่อนร่วมชาติอย่างน่าละอาย ถ้าประชาชนผู้ถูกทำสองมาตรฐานยังไม่ลุกขึ้นมาทวงอำนาจอธิปไตยคืนกลับจากคนส่วนน้อย นอกจากสองมาตรฐานในชาติจะยังคงดำรงอยู่แล้ว เราก็ยังต้องดู “ละครการเมืองน้ำเน่า” ที่เล่นโชว์กันอย่างน่าขยะแขยง บนขุมนรกแห่งการปกครอง “ระบอบเผด็จการ ระบบรัฐสภา” นี้ไปอีกนานแสนนาน

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                ด้วยความเคารพ

                                                                                                                                จำลอง บุญสอง

                                                                                                                                หนึ่งในประชาคมผู้เดือดร้อนจากการถูก Double Standard จนกลายเป็นคนหนึ่งใน “ถึงขี้” ของกทม. Jamlong_b999@hotmail.com

 

 


กำหนดการ

งานแถลงข่าว

นิทรรศการภาพถ่าย “แพะรับน้ำ”

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554  เวลา 10.30 -12.00 น.

ณ หอศิลป์กลางน้ำ หน้าหมู่บ้านสหกรณ์ครูไทย ถนนสรงประภา ดอนเมือง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

10.30 น.        สื่อมวลชนลงทะเบียน

 

11.00 น.        ช่วงงานแถลงข่าว

นิทรรศการภาพถ่าย “แพะรับน้ำ”

 

                                      โดย     คุณจำลอง บุญสอง

                                                 หนึ่งในแพะรับน้ำ

 

11.30 น.        ช่วงเสวนา “ทุกข์ของผู้เสียสละ”

เพื่อสะท้อนปัญหาของแพะ ที่ถูกผู้ปกครองในระบอบเผด็จการ ใช้อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยบังคับสภาพให้ต้อง “เสียสละ” ต้องกลายเป็น “คนครึ่งบกครึ่งน้ำ” เสียหายทั้งทางด้านวัตถุและจิตใจ

 

 

11.45 น.        ย่ำน้ำชมนิทรรศการภาพถ่ายแพะรับน้ำในหอศิลป์กลางน้ำ

 

12.00 น.        จบงานแถลงข่าว

# # #

 

 

 

 

 

***หมายเหตุ: เนื่องจากน้ำยังท่วมขังเต็มพื้นที่จัดนิทรรศการ จึงขอแนะนำให้เพื่อนสื่อมวลชนเตรียมรองเท้าบู๊ทมาด้วย สอบถามรายละเอียดการเดินทางได้ที่ จำลอง บุญสอง โทรศัพท์  090-103-2387

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                                          

 

 

 

 

 

วันที่ 1 ธันวาคม 2554

 

เรื่อง     ขอเรียนเชิญร่วมงานแถลงข่าว นิทรรศการภาพถ่าย “แพะรับน้ำ”

เรียน     ท่านสื่อมวลชน

 

               “น้ำท่วมเป็นเรื่องปกติ แต่การ “กั้นน้ำ” ไม่ให้ท่วมพื้นที่ตนแต่ส่งผลไปท่วมพื้นที่อื่น การ “ผันน้ำ” ที่ควรจะท่วมพื้นที่ที่ควรท่วมตามธรรมชาติ ให้ไปท่วมพื้นที่อื่นอย่างปราศจากความละอาย เป็นการประกอบอาชญากรรม”

               การที่รัฐบาล (แดง) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (เหลือง) ร่วมมือกันปกป้องกรุงเทพฯ พื้นที่ไหลของน้ำหลากที่มาจากภาคเหนือตามธรรมชาติเอาไว้ ไม่ว่าจะ1.ด้วยการกั้นน้ำด้วยวิธีการต่างๆหรือ 2.ผันน้ำไปยังพื้นที่อื่นด้วยคิดว่า กรุงเทพฯ คือพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของชาติที่จำเป็นต้องรักษาไว้ ทั้งนี้ก็เพราะ “จุดยืน” ทางชนชั้นของ “ผู้ปกครอง” ซึ่งเป็นเป็นตัวแทนของคนส่วนน้อยนั่นเอง ที่ทำให้พวกเขา กระทำการดังกล่าวโดยไม่คำนึงถึงคนนอกคันกั้นน้ำ คนในพื้นที่ที่ถูกผันน้ำเข้าใส่อันได้แก่ ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา นครนายก ดอนเมือง สายไหม มีนบุรี และหนองจอก ว่าจะเสียหายจากการนี้อย่างไร

ผลของจุดยืนอันนำมาซึ่งวิธีคิดที่ไม่สอดคล้องกับธรรมดังกล่าว ทำให้คนที่อยู่หน้าเขื่อนกทม. คนที่ถูกผันน้ำเข้าใส่เหล่านั้น ต้องกลายเป็น แพะรับบาป กลายเป็น  ผู้เสียสละ  ไปโดยสภาพบังคับ กลายเป็น “มนุษย์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” ที่ต้องอยู่กับความเน่าเหม็นของน้ำที่เต็มไปด้วยสารพิษอันเกิดจาการพัดพาเอาของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม จากโรงงานฆ่าสัตว์ ฟาร์มปศุสัตว์ และขยะที่ถูกพัดพามากับน้ำนานกว่าที่ควรจะเป็น

               นิทรรศการภาพถ่าย เพื่อถ่ายทอด “ทุกข์” ของ “แพะรับน้ำ” จึงถูกจัดตั้งขึ้นท่ามกลางความเน่าเหม็น ณ หอศิลป์กลางน้ำเน่า เพื่อสื่อให้เห็นเหตุแห่งปัญหา ของผู้ที่ไม่มีปากเสียง

นิทรรศการครั้งนี้เป็นความร่วมมือจากช่างภาพหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่เที่ยวไปดูชีวิตของคนครึ่งบกครึ่งน้ำ ตามพื้นที่น้ำเน่า นิทรรศการดังกล่าวจะเคลื่อนที่การแสดงไปตาม “แก้มลิงโดยสภาพบังคับ” หลายๆ แห่งทั้งในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม นครนายก และฉะเชิงเทรา ตามโอกาสที่เปิดให้ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 นี้เป็นต้นไป

              

โอกาสนี้ จึงขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานแถลงข่าวและรับชมนิทรรศการกลางน้ำ “แพะรับน้ำ” ในวันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม 2554 เวลา 10.30 น. – 12.00 น. ณ หอศิลป์กลางน้ำ หน้าหมู่บ้านสหกรณ์ครูไทย  ถนนสรงประภา เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ

 

       

                                                                                    ขอแสดงความนับถือ

                                             

                                                                            จำลอง บุญสอง

(หนึ่งในแพะรับน้ำ)

 

 

Tags : น้ำท่วมบางบัวทอง

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

บรรณาธิการ  จำลอง บุญสอง

บรรณาธิการภาพ  ชัยวัฒน์ เดชพุ่มพวง

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง ติ่ง พงษ์ไทย

 
view