http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 15/05/2017
สถิติผู้เข้าชม6,596,762
Page Views8,235,500
« May 2017»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
กาแฟชะมด
กิตตินันท์รีสอร์ท อ.นาน้อย จ.น่าน

ร้านรักษ์ผ้าไทยบายรัชนี
 

เที่ยวพังงาหน้าฝน (แปดแดดสี่)โดย สุเทพ ช่วยปํญญา

เที่ยวพังงาหน้าฝน (แปดแดดสี่)โดย สุเทพ ช่วยปํญญา

เที่ยวพังงาหน้าฝน (แปดแดดสี่)

เรื่อง / ภาพ  สุเทพ ช่วยปํญญา

           ฟ้าฝนในช่วงนี้เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้อยู่แล้ว นึกจะตกก็ตก เพราะมันเป็นฤดูกาลของเขาที่ต้องทำหน้าที่ อยากตกก็ต้องให้เขาทำหน้าที่ของเขา ไม่อย่างนั้นเขาอาจโดนตำหนิจากน้องกบได้ว่า “นี่มันย่างเข้าเดือนหกแล้ว พี่ฝนทำไมไม่ตกเสียที คุณน้าชาวนาเขารอทำนาอยู่” พูดถึงฤดูฝนก็ไม่ใช่อะไรหลอกครับผมจะพาไป “เที่ยวพังงาหน้าฝน(แปดแดดสี่)” ครับและอีกอย่างหนึ่งมีคนบอกว่า “อาทิตย์อัสดง” ที่เมืองนี้สวยงามจริงๆครับ

 

          อ่อนเพลียจากการเดินทางมาทั้งวัน ได้หลับสนิททั้งคืน เลยตื่นขึ้นมารับอรุณของวันใหม่แต่เช้า นั่งทานอาหารเช้าคลอเสียงคลื่นที่หน้าหาดของโรงแรม สายลมพัดเอื่อย แสงแดดอ่อนๆช่างมีความสุขจริงๆ  ก่อนออกทัวร์ในวันนี้มารู้จักเมืองพังงากันสักหน่อย พังงา เป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่า “เมืองฝนแปดแดดสี่” คือมีหน้าฝนถึงแปดเดือน ท้องฟ้ามีแสงแดดอยู่เพียงสี่เดือน บางคนคิดว่าเป็นปัญหากับการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดพังงา หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอให้คิดนอกกรอบครับ คือช่วงนี้ค่าที่พักลด 50 % เกือบทุกที่ ร้านอาหารก็ไม่ต้องรอคิว ท่องเที่ยวทางทะเลก็เที่ยวได้ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลอยู่ที่ปากอ่าวทะเลใน คลื่นลมไม่แรงเหมือนทะเลนอกฝั่งตะวันตก “พังงาหน้าฝนก็เที่ยวได้ครับ”

 

           เมื่อวานเสียเวลากับการเดินทางไปทั้งวัน ซึมซับดื่มด่ำกับธรรมชาติยามสายได้ชุ่มปอดแล้ว “เป้าหมายของวันนี้มีไว้ ล่องเรือชมอ่าวพังงา” รถตู้ออกจากโรงแรมไปยังท่าเรือ เมื่อถึงเวลานัดหมายเรือยนต์เข้าเทียบท่า ทุกคนเดินลงเรืออย่างพร้อมเพรียง เป็นเรือโดยสารขนาดใหญ่สองชั้น 80 ที่นั่ง พร้อมเสื้อชูชีพปลอดภัยแน่นอน กัปตันตีวงหันหัวเรือมุ่งหน้าสู่อ่าวพังงา เรือแล่นออกมายังไม่ทันพ้นเขตท่าเรือ ไกด์ท้องถิ่นชาวใต้ก็ส่งเสียงหวาน ชี้ชวนให้เราดูขุนเขาเมืองพังงา เป็นรูปสัตว์ต่างๆตามที่เธอจินตนาการ “ทางซ้ายค่ะเขาคิงคอง ” เรือวิ่งต่อมาอีกหน่อย “นั้นค่ะเขารูปอูฐ” เลยมาอีกสักระยะ “เกาะหัวใจเสี้ยวค่ะ” ได้ชมขุนเขาเมืองพังงาในรูปต่างๆกันเต็มอารมณ์กันจริงๆ

เกาะปันหยี

               ผ่านขุนเขาเมืองพังงาก็เข้าเขตเกาะปันหยี ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวประมง ประกอบอาชีพประมงน้ำตื้น โดยการทำประมงอวนลอย โป๊ะ เลี้ยงหอยแครง เลี้ยงปลากระชัง ไม่ใช่หมู่บ้านชาวเลเหมือนที่หมู่เกาะสุรินทร์ เป็นชุมชนชาวประมงดั้งเดิม มาก่อสร้างบ้าน สร้างแพ ริมเกาะแห่งนี้ เพราะบนเกาะจะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ แพของพวกเขาจะอยู่ในน้ำ พื้นที่น้ำทะเลท่วมถึง บ้านถูกสร้างยกระดับให้พ้นการขึ้น- ลง ของน้ำทะเล

                แต่ละหลังก็จะมีสีสันที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เมื่อมาอยู่รวมกันก็มีสีสันสวยงามดี ในเวลานี้เกาะปันหยีก็เติบโตและพัฒนาก้าวไปมาก ไฟฟ้าน้ำประปาก็มีใช้ สนามฟุตบอลของหมู่บ้านก็มีแต่ยังต้องอยู่ในทะเล เพราะพื้นดินมีไม่พอ เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนเพิ่มมากขึ้น ก็ได้ทำการปรับปรุงบ้านอยู่อาศัยเดิมบางส่วนมาทำเป็นร้านอาหาร ร้านจำหน่ายของที่ระลึก สินค้าโอท็อป กะปิ น้ำปลา น้ำพริก แก้วแหวน เครื่องประดับ แก่นักท่องเที่ยว ที่ส่วนใหญ่ก็จะแวะทานอาหารเที่ยง และซื้อของที่ระลึก สินค้าโอท็อปกันที่นี่ รวมถึงคณะของเราด้วย

ถ้ำลอด

             ออกจากเกาะปันหยีจะไปเขาตะปู ก็ต้องผ่านถ้ำลอดก่อนครับ เป็นถ้ำขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 50 เมตร ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม เรือสามารถลอดผ่านได้ เรือที่แล่นมาที่เขาตะปู ถ้าน้ำขึ้นไม่มากจนเรือแล่นรอดไม่ได้ เรือจะต้องมาแล่นเข้าถ้ำลอดทุกลำ เพื่อเป็นสิริมงคลให้รอดปลอดภัยกันทุกลำ ระหว่างการเดินทางไปยังถ้ำลอดจะผ่านป่าชายเลนเขียวขจีเรียงเป็นแถวยาว

       

              นักท่องเที่ยวต่างชาติจะชอบมาพายเรือคายัก ผ่านเข้าถ้ำลอด ลัดเลาะไปตามเกาะแก่งน้อยใหญ่ ชมระบบนิเวศของป่าชายเลน ป่าโกงกาง อันสมบูรณ์ผืนหนึ่งของประเทศไทย ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยไม่สนใจหลอกครับ กับกิจกรรมชมธรรมชาติด้วยการพายเรือคายักแบบนี้ ไม่รู้จะพายไปทำไมนอกจากจะเหนื่อยแล้ว ยังต้องมาเสียเงินค่าเช่าเรือคายักอีก ไม่ว่ากันครับคิดไม่เหมือนกันก็ไม่เป็นไร มองโลกในมุมบวกถ้านักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติคิดเหมือนกัน เรือแคนนูก็อาจไม่พอให้บริการก็ได้ครับ ส่วนผมเป็นคนไทยครับ จึงเลือกใช้วิธีนอนเอาแรงหลังอาหารเที่ยง อยู่บนเรือแม่ที่ให้เช่าเรือแคนนูอยู่พักใหญ่

เขาพิงกัน 

               ลอดถ้ำลอดเพื่อเป็นสิริมงคลให้รอดปลอดภัยกันแล้ว เรือก็พาเราไปที่เขาพิงกัน มีลักษณะเป็นเกาะเล็กๆ บริเวณปากอ่าวพังงา ขนาดย่อมกว่าเกาะปันหยี เขาพิงกันเป็นภูเขาที่มีลักษณะพิเศษแปลกตา แตกต่างจากภูเขาอื่นๆที่ผมเคยเห็นมา โดยมีลักษณะเป็นภูเขาสองลูก เขาลูกเล็กยืนพิงเขาลูกใหญ่อยู่ พิงกันเป็นแนวเส้นตรงจากยอดเขาสู่ตีนเขา

               ผู้คนเขาสันนิษฐานกันว่าในอดีตกาลคาดว่าจะเป็นภูเขาลูกเดียวกัน แต่ต่อมาเกิดการแยกตัวทางธรรมชาติ แต่แยกออกมาเป็นเส้นตรงจนน่าอัศจรรย์ เหมือนเขาสองลูกยืนพิงกันอยู่ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปดูรอยแยกระหว่างสองลูกได้ โดยไม่ต้องกลัวเขาที่มันพิงกันอยู่จะเลื่อนลงมาทับ เพราะมันพิงกันอยู่อย่างนี้มานับล้านๆปีแล้ว นอกจากนี้ยังเป็นมุมโปรดของคนชอบถ่ายรูปอีกด้วย บริเวณหน้าหาดมีร้านขายของที่ระลึก ให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้ออยู่มากมาย

เกาะตะปูหรือเกาะเจมส์บอนด์

               มองมาจากหน้าหาดของเขาพิง ก็เห็นเกาะตะปูตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่กลางอ่าวพังงา มีลักษณะเป็นเกาะเดี่ยว รูปร่างคล้ายตะปู ไม่สามารถขึ้นไปบนเกาะได้ เป็นแท่งหินใหญ่ปักอยู่ในทะเลใกล้ๆ กับเขาพิงกัน ซึ่งเมื่อมองจากระยะไกลแล้ว จะเห็นมีลักษณะคล้ายกับตะปูขนาดยักษ์ถูกตอกลึกลงไปในน้ำ อย่างไรก็ตาม เขาตะปูเป็นภูเขาที่มีอันตรายห้ามเข้าใกล้เนื่องจากส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเลได้ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ เป็นเวลานานนับล้านปี จึงสึกกร่อนและมีขนาดเล็กกว่าส่วนบน มากมายหลายเท่า จนมีความกลัวกันว่าอาจล้มลงมา ในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ผมก็สึกว่ามันเอียงกว่าที่เห็นในรูปเก่าๆมากเหมือนกัน นึกว่าผมคิดไปเองคนเดียว ไกด์สาวชาวใต้ของเราก็เห็นเหมือนกันกับผม

 

                เจ้าหน้าที่จึงได้ห้ามนักท่องเที่ยวล่องเรือเข้าไปดูใกล้ๆ โดยเด็ดขาด เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตราย เกาะตะปูเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนของเมืองพังงา มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกด้วย เพราะมีภาพยนตร์ฮอลลีวูด เรื่องเจมส์บอนด์ มาตั้งกองถ่ายทำที่เกาะตะปู จนได้รับการขนานนามจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรียกว่าเกาะเจมส์บอนด์ อีกชื่อหนึ่งด้วย มองกลับไปที่เรือเห็นกัปตันโบกไม้โบกมือ ได้เวลาขึ้นเรือกลับที่พักกันได้แล้ว ถือว่าทริปสำหรับวันนี้จบลงอย่างสวยงาม ใบหน้ามีรอยยิ้ม มีความสุขกันทุกคน อาบน้ำเตรียมตัวทานอาหารเย็น โชคดีที่ยังทันมานั่งชมพระอาทิตย์รับขอบฟ้า ในความโชคดีแต่โชคยังไม่เข้าข้างครับ ก็นี่มันหน้าฝนเมฆก้อนใหญ่ทะมึนดำ เคลื่อนเขามาบดบังความสวยงามไปเสียก่อน พระอาทิตย์ยังไม่ทันลงทะเลฟ้าก็มืดไปเสียก่อน ก็ไม่เป็นไรครับพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่

ถ้ำพุงช้าง

                เมื่อวานเที่ยวทะเลชมอ่าวพังงา มาวันนี้เที่ยวทางบกกันบ้าง ช่วงเช้าพักผ่อนตามสบาย หลังจากเมื่อวานเหนื่อยมาทั้งวัน บ่ายเที่ยวถ้ำพุงช้าง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางบกยอดนิยมของเมืองพังงา ก่อนเขาถ้ำไกด์บอกกฎระเบียบ และความเป็นมาของถ้ำพุงช้างให้เราฟังก่อน “ถ้ำพุงช้างตั้งอยู่ในภูเขาช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเมืองพังงา มีรูปลักษณ์คล้ายช้างหมอบ ถ้ำพุงช้างอยู่ภายในบริเวณวัดประจิมเขต หลังศาลากลางจังหวัด ถนนเพชรเกษม เป็นถ้ำใหญ่ที่อยู่ใจกลางภูเขาช้าง ซึ่งเรียกบริเวณนี้ว่าพุงช้าง

 

                 ประกอบด้วยถ้ำเล็กถ้ำใหญ่มากมาย ภายในถ้ำมีความงดงามและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติของหินงอกหินย้อยที่มีสภาพที่สมบูรณ์ มีสายน้ำไหลผ่านกลางถ้ำ แสดงให้เห็นถึงการไหลเวียนและการถ่ายเทของอากาศตลอดเวลา มีทั้งช่วงน้ำลึกและช่วงน้ำตื้น นักท่องเที่ยวจะต้องเดินลุยน้ำ นั่งแพต่อเรือคายัก เพื่อเข้าไปชมหินงอกหินย้อยสวนงาม ที่เป็นฝีมือของธรรมชาติสร้างขึ้นไว้ประดับโลกา”

      

                 ไกด์บรรยายจบก็ถึงเวลาของเราเข้าไปผจญภัยในถ้ำพุงช้างกันแล้วชั้นแรกต้องนั่งเรือแคนนูเข้าไปก่อน แล้วไปต่อด้วยการนั่งแพไม้ไผ่อีกต่อหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ถึงอยู่ดี ต้องเดินลุยน้ำแค่เขาเข้าไปในถ้ำอีกนิดหน่อย ตอนนี้เรามาถึงที่หมายของเราแล้วเพราะไกด์ที่นำทางเรามาเริ่มฉายไฟไปที่ผนังถ้ำ เพื่อให้เราได้เห็นความงามของหินงอกหินย้อย ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ขึ้นมา บอกได้เลยว่าสวยแปลกตาจริงๆครับ เพราะผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน

                 เช่นหยดน้ำที่หยดจากติ่งปลายของหินงอกหินย้อย จนเป็นรูปช้างตัวเล็กๆหลายร้อยตัวเรียงซ้อนกันอยู่ หรือหินย้อยสีแสงเมื่อกระทบกับแสงไฟฉาย เกิดเป็นประกายเหมือนประกายเพชร นอกจากนี้ยังมีหินงอกหินย้อยรูปคนตกปลา รูปนกกระเรียน รูปปลา โดยเฉพาะหินงอกรูปช้างนั่งอยู่ใต้ฉัตรถือเป็นไฮไลท์ในถ้ำนี้ ตั้งแต่ผมเคยหินงอกหินย้อยมา ก็หินก้อนนี้แหละครับที่สีสันสวยงามแล้วยังมีรูปทรงเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย คงมีแบบนี้ที่เดียวในประเทศไทย ต้องมาเห็นด้วยตาแบบผมแล้วจะบอกมา “สวยจริงครับสวยจริง”

                  

                 ออกจากถ้ำพุงช้างมาก็ถือเป็นการสิ้นสุดการเดินทางในทริปนี้ อย่างไม่เป็นทางการเพราะต้องเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ 4 วัน 3 คืน ถือว่าเป็นวันเวลาที่มีความสุขที่กำลังดี ไม่มากไม่น้อยเกินไป ล่องใต้มา “เที่ยวพังงาหน้าฝน(แปดแดดสี่)” ครั้งนี้ยังไม่จบครับ เพราะเมื่อวานยังไม่ได้เห็นอาทิตย์อัสดงเลย มาเที่ยวที่พังงา แล้วไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปกับตา ถือว่ายังไม่สมใจ เพราะว่าพระอาทิตย์ตกที่ชายหาดพังงาด้านตะวันตก สวยงามจริงๆครับ (เป็นข้อมูลที่ผมได้รับฟังมา) วันนี้ก็แห้วอีกเหมือนเดิม เมฆฝนเต็มท้องฟ้า ถึงแม้เป้าหมายที่พุ่งชน นั้นพลาดเป้าไป แต่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ขอให้เดินทางมาสัมผัส ได้เห็นด้วยตาตนเองก็เพียงพอ ว่าเมืองฝนแปดแดดสี่  พังงาเมืองนี้งดงามปานใด

 

 

Tags : ประจวบในม่านฝนตอน5.

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 3,000 บาท

E-mail:thongchai_paoin@hotmail.com

E-mail:thongchai.paoin@gmail.com

Mobile:081-9416364 

facebook/ธงชัย เปาอินทร์

 
view