http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 15/05/2017
สถิติผู้เข้าชม6,596,813
Page Views8,235,551
« May 2017»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
กาแฟชะมด
กิตตินันท์รีสอร์ท อ.นาน้อย จ.น่าน

ร้านรักษ์ผ้าไทยบายรัชนี
 

เกษตรแฟร์ ครั้งที่ 20 (2-11 ธค.59) วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เกษตรแฟร์ ครั้งที่ 20 (2-11 ธค.59)  วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เกษตรแฟร์ ครั้งที่ 20 (2-11 ธค.59)

วิทยาเขตกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดย ธงชัย เปาอินทร์  KU.27 เรื่อง-ภาพ

            เมื่อปีพ.ศ.2510 ผมเข้าเรียนปี1 เกษตรรุ่น 27 คณะวนศาสตร์ รุ่นที่ 33 ได้รับการรับน้องทั้งของมหาวิทยาลัยและของคณะ สั่งสมจิตวิญญาณอันสัตย์ซื่อถืออาวุโสเป็นสรณะ รุ่นพี่สั่งอย่างไร ทำตามนั้นโดยไม่ลังเล เมื่อวันที่ฝนพรำแต่จำวันเดือนไม่ได้ พวกผมถูกสั่งให้ไปนั่งเข้าแถวเรียงหนึ่งหน้าตึกชีวะวิทยา คำสั่งคือ ถ้าได้รับสัญญาณให้โห่ก็ต้องโห่ และถ้าให้ลุกขึ้นแสดงกริยาปฏิเสธ ก็ทำโดยไม่ลังเล 


            เป็นการจัดฉากครั้งใหญ่ ภายหลังจึงรู้กันว่า  รุ่นพี่ปีห้าปีสุดท้ายซึ่งเป็นผู้นำนิสิตในช่วงเวลานั้น  รับจ๊อบมาให้พวกเราต่อต้านการโยกย้ายจากบางเขนมายังวิทยาเขตกำแพงแสน  โดยท่านอธิการบดี มล.ชูชาติ กำภู ยืนชี้แจงแก่นิสิตเกษตร รุ่น 27 แต่ก็เกิดความโกลาหลเมื่อรุ่นพี่ให้โห่ก็โห่ ให้ตบมือก็ตบมือ ให้ตะโกนแย้งก็ทำ เป็นไอ้โง่ให้สนสะพายอย่างดีเยี่ยม


            เมื่อผมมาทำธุรกิจเล็กๆหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน  ผมจึงมีโอกาสเข้าไปในบริเวณของมหาวิทยาลัย พื้นที่  8,000 ไร่ที่ซึ่งอดีตอธิการบดี มล.ชูชาติ กำภู กล่าวว่า ที่นี่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเซีย นั้นจริงแท้ ผมเดินไปก้มลงกราบอนุสรณ์สถานของท่านที่สระพระพิรุณ  ด้วยน้ำตาคลอครับ


            เมื่อมีงานเกษตรแฟร์ 1-10 ธันวาคม ของทุกปี ผมเดินเที่ยวแทบทุกวัน ทั้งรอบเช้าและรอบเย็นจนถึงค่ำ มันคือความผูกพันที่สั่งสมมาจากงานเกษตรแห่งชาติของบางเขน  แม้เมื่อมาที่นี่จึงตราตรึงใจที่จะได้เดินชมพันธกิจที่แม้จะแตกต่างไปจากอดีต แต่ก็คือเอกลักษณ์หนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ลูกสีเขียวขจีเดียวกัน


            ในสมัยก่อนตอนอยู่ที่บางเขน เพื่อนๆที่เรียนคณะเกษตร ประมง สัตว์บาล  เศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ  วิศวกรรมศาสตร์  ฯลฯ ต่างก็นำผลผลิตทางการเกษตรของตนมาขายให้กับประชาชนที่เข้ามาจับจ่าย  ผู้ขายเป็นนิสิตเป็นส่วนใหญ่  ขายกันแบบซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง  เสียงเรียกขายเพรียกไปทั่ว  เว้นแต่คณะวนศาสตร์ขายเสียงเพลงสไตล์ แฮงค์ วิลเลียม วงดนตรีชาโด้ ประกอบเบียร์และเหล้า  วอนอ ต้องเมา          


            แต่เมื่อมาเที่ยวงานเกษตรแฟร์ ของวิทยาเขตกำแพงแสน  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทุกปีตลอดมาจนถึงปีนี้ เป็นปีที่ 20  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-11 ธันวาคม 2559  นั้น ผมถีบจักรยานสามล้อไปตามโซนต่างๆ  ยกเว้นโซนการประชุมทางวิชาการ  ไม่ได้เข้าไปฟังแต่อย่างใด เพราะนอกจากนุ่งกางเกงขาสั้นมาถีบสามล้อแล้วยังสวมรองเท้ายางธรรมดา กลัวยามไล่


            อย่างไรก็ตาม ผมถีบสามล้อซอกซอนไปทั่วงาน  วันแรกเสิร์ฟๆไปให้ทั่วๆแบบไม่เจาะจง  ผ่านโซนอาหารพาลท้องหิวขึ้นมาทันที แข็งใจกัดฟันถีบต่อไปจนถึง KU.Beef  ผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนกำแพงแสนขึ้นชื่อ ตัดใจเดินเข้าไปนั่งบนก้อนฟางต่างเก้าอี้ แต่พออ่านเมนู โอ้โฮ  สเต๊กแต่ละชิ้นจากเนื้อโคขุนแพง ล้วงกระเป๋าควานหาสตางค์ มีแค่ร้อยยี่สิบ แฮ่ หงายเก๋งเลย


             “หนูๆ  ลุงขอต้มแซบเนื้อโคขุนกับข้าวจานนะ น้ำไม่ต้อง” แล้วเอี้ยวตัวไปหยิบน้ำพกพาจากตะกร้าหน้ารถสปอร์ทสามล้อของผมมาดื่มแทน  แต่นังหนูใจดีถามว่า

             “เอาน้ำแข็งเปล่าไหมคะคุณลุง” โอ้โฮ ซึ้งใจลุงเลย

              ต้มแซบของร้านนี้เป็นเนื้อโคขุน นุ่ม ไร้มัน เคี้ยวได้สบายๆไม่ต้องขยี้ขยำแต่อย่างใด น้ำซุปหอมกรุ่นด้วยเครื่องเทศไทยแท้ๆ   ข้าวสวยน่าจะข้าวหอมมะลิ นุ่ม สวย หอมน่ากิน  เผลอแป๊บเดียวผมกินเกลี้ยงจนลืมพันธะกิจสำคัญคือถ่ายรูปเอามาอวดในเว็บไซต์ทองไทยแลนด์ดอทคอม(www.thongthailand.com)   ปีหน้าขอแก้ตัวใหม่นะและต้องพกตังส์ติดกระเป๋าไปเยอะๆ จะได้สั่งสเต๊กเนื้อโคขุนกินได้ ฮา


              อิ่มแล้วก็แวะไปชมการแข่งขันขว้างบ่วงบาตรคล้องคอวัว แล้วก็แอบไปดูโคขุนตัวบึ้กๆ กลับออกมาดูเด็กน้อยๆอยากลองขี่ม้าบักจ้อน แต่พอเลยออกมานอกถนนต้นไม้ โอ้โฮ รถติดขนาด จึงต้องหลบเข้าซอยวิศวกรรมศาสตร์ ได้เห็นนิสิตผู้ที่ถือว่าเรียนเก่งที่สุดของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ออกแบบบ้านแต่ละหลัง วิจิตรจนต้องชะลอรถแล้วถ่ายรูปมาอวด แหม แต่ละหลังสวยมาก หากสร้างจริงคงหลังละหลายล้านบาท คนจนไม่มีสิทธิ์จริงๆ


               ผมชำนาญถนนหนทางไม่น้อย เพราะแต่ละวันก็จะมาถีบสามล้อออกกำลังกาย เลี้ยวเข้าไปด้านหน้าคณะเกษตรหลังรูปปั้นท่านอธิการบดี มล.ชูชาติ กำภู ก้มไหว้แสดงความเคารพแล้วถีบเข้าไปยังศูนย์พืชผัก   จากการเตรียมการของนิสิตมาหลายเดือน ผลผลิตห้อยระโยงระยางค์ไปทั่ว ที่น่าประทับใจคือมีนิสิตเฝ้าอธิบายแต่ละอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ


               นักท่องเที่ยวหรือชาวบ้านหรือแขกของเกษตร พากันซื้อเมล็ดพันธุ์และกล้าพันธุ์กลับไปปลูกที่บ้าน ผมเห็นมุมที่นิสิตจัดแลนด์สเคปเอาไว้ให้ถ่ายรูปหรือนั่งพัก ได้มุมที่ถ่ายแล้วสวย จึงเดินไปขอให้นิสิตชายหญิงเป็นตัวแบบให้หน่อย อนาคตนิสิตเหล่านี้ไปประกอบอาชีพจัดสวนได้แน่ๆ มีฝีมือจริงๆ


                ผมออกจากพืชผักก็ถีบผ่านเข้าไปในวงเวียนสะดือของมหาวิทยาลัย ผมยิ้มเมื่อนึกถึงอดีตตอนรับน้องใหม่เมื่อ 49 ปีที่แล้ว เมื่อเพื่อนผมคนหนึ่งถูกรุ่นพี่รับน้องแล้วถามว่า ตรามหาวิทยาลัยของเราคืออะไร เพื่อนร่วมรุ่นของผมตอบเสียงดังฟังชัด

               “คนขี่ไส้เดือนครับ”

                เท่านั้นเอง เสียงรุ่นพี่สั่งเสียงเขียว “วิดพื้น 100 ที แล้วจำไว้ตรามหาวิทยาลัยของเราคือ พระพิรุณทรงนาค” 

                โอ้ ไอ้เพื่อนคนนั้นมันเป็นใครก็จำไม่ได้ แต่รู้ว่ามันถูกวิดพื้นจนเหงื่อโทรมกาย  ใครจำได้เตะมันให้ที


                รอบสระพระพิรุณส่วนใหญ่เปิดพื้นที่เพื่อแสดงผลงานการศึกษาและวิจัยเพื่อการพัฒนา จึงมีสินค้าจากจังหวัดต่างๆเดินทางนำสินค้าที่ได้รับการบ่มเพาะมาจำหน่าย เป็นหลักฐานชั้นเลิศว่าได้ผลงานจริงตามที่ได้อบรม เช่น มาจากพัทลุงขายลูกหยีคลุกน้ำตาล น้ำลูกหยี  จากพะเยาเป็นน้ำปู น้ำพริกตาแดง ข้าวไรท์เบอรี่ จาก...........เยอะ แยะไปหมด


               บางจุดตั้งก้อนฟางให้นั่งอย่างชาวทุ่งแล้วก็มีวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในเรื่องใหม่ๆ  ชาวบ้านที่มาท่องเที่ยวบางกลุ่มก็เข้าไปนั่งฟังตามแต่ว่าจะสนใจในเรื่องไหน เพราะว่ามีกระจายเป็นจุดๆไป หลายเรื่องราวการพัฒนา  ส่วนผมนั้น สนใจแต่จะถีบสามล้อบันทึกภาพความเปลี่ยนแปลงเอามาโพสท์ประชาสัมพันธ์ให้กับมหาวิทยาลัยในฐานะศิษย์เก่าแก่ๆครับ


               ผมหลุดเข้าไปในโซนประมง ได้เห็นการประกวดปลากัดที่พัฒนาพันธุ์จนสวยงาม แต่ถ่ายรูปได้ยากมาก ผมจึงเลี่ยงไปชมการตกกุ้ง การผลิตอาหารจากสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา แต่ราคาเกินสตางค์ในกระเป๋าจึงซื้อได้แค่กุ้งฝอยชุบแป้งทอดจิ้มน้ำจิ้มหวานๆ เสียดายไม่มีกุ้งฝอยพล่ารสมือแม่ ทันใด ผมก็ได้เห็นเอกสารการเพาะเลี้ยงกุ้งฝอย อ้าว มีอย่างนี้ด้วยแล้วหรือ


                โซนที่ผมไม่พลาดหลังท้องชักเริ่มว่าง คือโซนอาหารสารพัดรูปแบบ พรรณนาแทบไม่ถูกเลย หลายอย่างเป็นอาหารต้องห้ามของคนที่ทำบอลลูนเส้นเลือดหัวใจตีบ ได้แต่กระเดือกน้ำลายลงคอ หลายชนิดคนเป็นโรคเบาหวานอย่างผมก็ต้องงดซื้อทั้งที่เคยชอบมากๆ มาติดใจคำว่า “ปาท่องโก๋สเปน” ซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย


                ผมจึงได้ถ่ายรูปมาอวดเป็นเรื่องเป็นราวนิดหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สูตรการทำแป้งหรือเทคนิคการทอด หรือทำไมต้องมีเครื่องจิ้มหลายชนิด แต่ตัดใจควักมา 20 บาทซื้อใส่ในตะกร้าหน้ารถสามล้อ โอ้ กินอร่อยอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่อมน้ำมัน และหอมมาก รสชาติแปลกจริงๆ ชมภาพเยอะหน่อยนะของดีที่นานๆจะได้เห็นแตกต่างไปจากสินค้าพื้นๆ


                แถมคนขายหน้าตาดี ได้ความว่าเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนนี่เอง ป๊าดโธ่ นิสิตสมัยนี้ความคิดก้าวหน้า กล้าหาญชาญชัยในการค้าการขาย  เป็นผมจะติดป้ายอวดสักหน่อย ผลิตและจำหน่ายโดยนิสิตคณะ......ปีหน้าฟ้าใหม่ นิสิตคนใดทำการค้าเช่นนี้ก็ป่าวประกาศไปเลย เป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดีอย่างยิ่ง



                ผมถีบสามล้อช่วงเช้าคือระหว่างเวลา 10.30-14.30 น. ก็จะถีบกลับมาพักผ่อน ถอดรูปจากกล้อง คัดเลือกแล้วเก็บไว้ในกล่อง   พอตะวันบ่ายคล้อยลอยต่ำลงไปอีกสักราวๆ 16.30น.ผมก็จะถีบสามล้อออกจากบ้านเดี่ยวให้เช่ารายเดือน-รายวัน ทิวร์ไผ่โฮม ฝั่งตรงข้ามม.เกษตร ข้ามถนนมาลัยแมนด้วยความระมัดระวังสิบล้อ เข้าไปถีบใต้ร่มนนทรีจนถึงหน้างานรอบเย็น โน่นแหละ 21.00 น.เป็นอย่างน้อยจึงจะถีบกลับเคหา

 

                ผมไปโซนกล้วยไม้ตั้งแต่วันแรก เพราะมีการประกวดกล้วยไม้ที่พัฒนาพันธุ์กันขึ้นใหม่ทุกปี ได้เห็นผลงานและได้เห็นถึงความพยายามของนักเลงกล้วยไม้ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นแตกต่างไปจากพันธุ์ดั้งเดิม จนแทบจดจำไม่ได้ว่า เดิมเป็นเช่นไร เป็นผลงานทางสติปัญญาของนักเลงกล้วยไม้และเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงพันธุ์ โคตรสวยและอลังการเล้ยครับ

                ใกล้ๆกันเป็นแนวที่ให้เอกชนคนขายกล้วยไม้ พันธุ์ไม้ต่างๆที่ไม่ใช่ไม้แดก เอ้ย ไม้ที่ผลิตผลให้กิน เป็นแนวนี้ทุกปีจนผมจดจำได้ว่า ถ้าจะมาดูเอกชนขายดอกไม้ต้องมาถนนสายนี้  อีกฝั่งขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มราคาถูก แต่ที่ผมสะเทือนใจคือภาพที่ผู้หญิงแก่ๆ นั่งตั้งกระจาดขายของที่ระลึกริมถนน   แต่พอเช้ามีป้ายมาติด ห้ามขายนะหาบเร่แผงลอย ปรับ 500 บาท


 

 

              ถนนหน้าห้องสมุดของมหาวิทยาลัย มีนิสิตชมรมต่างๆวางสินค้าขายกัน บ้างขายอาหารพื้นถิ่นกำเนิดเช่นชาชักกับโรตีภาคใต้ บ้างขายส้มตำไก่ทอดอย่างคนอีสาน บ้างขายขนมจีนน้ำเงี้ยวแบบชาวเหนือ บ้างก็ขายดอกไม้ กล้าไม้ให้นักท่องเที่ยวซื้อไปปลูกเป็นสวนครัว แถมยังมีชมรมถ่ายภาพตั้งห้องมืดรับจ๊อบถ่ายรูปเพื่อเป็นการทดสอบฝีมือการจัดแสงและองค์ประกอบภาพ  ในถนนเส้นนี้มีนิสิตไม่เยอะแทรกซอนกับพ่อค้าแม่ค้า


               ที่แปลกตาคือมีร้านหนังสือเก่า จำหน่ายหนังสือมากมายหลากหลายแนว  ราคาตั้งแต่เล่มละ 20 บาทจนถึงหลายร้อยบาท มีทั้งหนังสือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว  บางร้านก็ขายอาหารเพื่อให้ลูกค้าเข้าไปกิน เสียงเรียกลูกค้าดังไปทั้งถนน สารพัดเสียงที่ได้ยิน ล้วนสร้างรอยยิ้มให้กับคนฟัง

              พื้นที่จัดนิทรรศการของเกษตรกลวิธานกว้างและแน่นไปด้วยรถไถ เครื่องจักรกล เป็นที่สนใจของเกษตรกรระดับนายทุน  ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านขายต้นไม้สารพัดชนิด  ปลายสุดไปทางโรงเรียนสาธิต มีเครื่องไม้มากมายวางขาย แถมมีร้านนวดแผนโบราณอีกด้วย เครื่องเล่นประเภทยิงลูกโป่ง ขว้างบอล หายไปสิ้นอย่างน่าสงสัย 

    

              งานเกษตรแฟร์ยุคสมัยนี้ เป็นระบบนายทุน ร้านค้าเอกชนรายใหญ่ๆ ไม่มีทางหวนคืนสู่ยุคเกษตรกรร่วมกับนิสิตเกษตรอย่างอดีตอีกแล้ว แต่เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรค์คาลัยจึงงดการแสดงการประกวดไปหลายรายการ ร้านค้ามีจำนวนน้อยลงไป ปีหน้าจะเป็นเช่นไรคงได้รู้กัน เพราะเข้าภาวะปกติ

     

       

...

 

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 3,000 บาท

E-mail:thongchai_paoin@hotmail.com

E-mail:thongchai.paoin@gmail.com

Mobile:081-9416364 

facebook/ธงชัย เปาอินทร์

 
view