http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 18/08/2017
สถิติผู้เข้าชม6,814,137
Page Views8,484,242
« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
กาแฟชะมด
กิตตินันท์รีสอร์ท อ.นาน้อย จ.น่าน

ร้านรักษ์ผ้าไทยบายรัชนี
 

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ ตอน

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ ตอน

สาละวินเดือด โดย อินทรี ดำ

ตอน 4.ผู้เฒ่าเดือด 3

             เช้ามืด คณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ซึ่งนัดหมายกันว่าจะขึ้นไปกราบไหว้พระธาตุดอยกองมู พระธาตุคู่บ้านคู่เมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน รถตู้จอดรอที่หน้าโรงแรม และเคลื่อนตัวขึ้นดอยทันทีที่สมาชิกมาครับถ้วน

เมื่อเยี่ยมกรายไปเมืองใด หากมีพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองที่คนจังหวัดนั้น ๆ เคารพนับถือ ผู้มาเยือนเช่นพวกเราก็ควรต้องไปสักการะ เป็นวัฒนธรรมหนึ่งของพี่น้องผองพุทธบริษัท และเป็นเครื่องบำรุงจิตใจให้ผ่องใส  ที่สำคัญ มุมมองจากที่สูงได้เห็นทั้งเมืองงดงาม อากาศบริสุทธิ์ สายลมเย็นเฉื่อยฉิว ทำให้รู้สึกแจ่มใส

            “มีเวลา 1 ชม.นับจากนี้ ขอเชิญท่านคณะกรรมการได้สักการะพระธาตุและศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของทางวัดได้เลยนะครับ เมื่อท่านประสงค์จะถ่ายภาพ โปรดเรียกผมได้ทันทีครับ”  ธงไททำหน้าที่ ปชส.ของคณะตามหน้าที่ 

            “ปีพ.ศ.2403  คหบดี จองต่องสู่ ได้สร้างพระธาตุองค์ใหญ่ ฐานแปดเหลี่ยม 3 ชั้น ศิลปะมอญ ตกแต่งด้วยปูนปั้น ฐานด้านล่างสุดประดับด้วยซุ้มพระ 8 ทิศ แบบมอญ  พระธาตุองค์เล็ก สร้างเมื่อพ.ศ.2417 โดย พญาสิงหนาทราชา เจ้าผู้ครองเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก ศิลปะแบบมอญ ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส มุมทั้งสี่ด้านประดับด้วยสิงห์ปูนปั้น ฐานล่างสุดเป็นซุ้มพระเช่นกัน” ธงไทบรรยายสรุปสั้นๆ

            “สุดท้ายที่วิหารครับ สร้างด้วยศิลปะไทยใหญ่ เปิดโล่ง ประดับด้วยกระเบื้องไม้ และสังกะสีฉลุลวดลายประดับแบบไทยใหญ่  และสุดท้ายอีกครั้งครับ มีร้านกาแฟให้ดื่มและชื่ชมบรรยากาศเมืองในหุบเขาครับ ขอเชิญทุกท่านด้วยครับ ยังพอมีเวลาเหลือเฟือครับ ก่อนจะถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 2-3 รูป และเพื่อใช้งาน นะครับ”  


            มุมหนึ่งเป็นชานและร้านขายกาแฟร้อน  กาแฟสดเสียด้วย  เพิ่มสีสันของได้กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และได้ชมบรรยากาศของเมืองจากมุมสูง สมใจคอกาแฟและอารมณ์โรแมนติก

            “แหม  บ่นอยู่เมื่อวาน ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะโชคดีได้มานั่งดื่มกาแฟสดบนดอยกองมู  เอ้า สั่งกันตามสบายเลยนะ” เสียงท่านนายกสมาคมเอ่ยเอื้อน

            กาแฟสด ร้อนๆ ในถ้วยดินเผาเล็ก ๆ แต่กลิ่นกรุ่นที่ลอยเข้าจมูกชวนชื่นชม น้ำชาร้อนในกาน่ารักเพิ่มสีสันและอารมณ์ได้ครบถ้วน แต่ไม่มีใครสั่งขนมเค๊กหรือปาท่องโก อากาศเย็นสดชื่นรอบตัวชวนให้อยากนั่งนาน ๆ แต่เวลาไม่เคยคอยใคร เมื่อเสียงของธงไทดังขึ้น

            “เคลียร์ค่ากาแฟเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาต้องลงไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมครับ”

            หลังอาหารเช้า ทุกคนแวะเข้าห้องพักจัดการกับภารกิจส่วนตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดที่ต้องไปลุยป่า จุดสุดท้าย เพื่อศึกษาถึงขบวนการนำเข้าไม้พม่าที่ด่านแม่สามแลบ การชักลากไม้ผ่านอุทยานแห่งชาติสาละวิน หมอนไม้ของแต่ละบริษัทที่ทำไม้จากพม่า

            เส้นทางจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน คดเคี้ยวไปตามไหล่เขา วิวทิวทัศน์งดงามตามประสาป่าเขาลำเนาไพร  ผ่านอำเภอขุนยวม และเมื่อถึงอำเภอแม่เสรียง ขบวนรถนำทางของป่าไม้เขตฯแล่นนำหน้า แต่ป่าไม้เขตไม่ได้เข้าร่วมด้วย เนื่องจากมีเอกสารจำนวนมากตั้งบนโต๊ะต้องสะสาง 

            “ตอนเที่ยง ท่านจะมารอที่ร้านอาหารเขียดแล้วครับ” เจ้าหน้าที่ฝ่าย   ป้องกันและปราบปราม รายงานต่อนายกสมาคมฯ

            ขบวนรถแลนด์โรเวอร์และรถตู้ แล่นตามกันไปแบบว่าไม่ทิ้งระยะห่าง ธงไทยังนั่งคันเดิมกลางขบวน เป็นความมั่นใจที่พอเจียดหาได้  เส้นทางเลี้ยวเข้าเขตป่าไม้เบญจพรรณประเภทมีไม้สัก ขึ้นเขาลงห้วยจึงได้เห็นป่าไม้สักแสนงามไปตลอดรายทาง ได้เห็นไก่ป่าบินผ่านเป้นครั้งคราว แต่ด้วยเสียงรถยนต์ที่ล่นมาเป็นขบวน คงทำให้ไม่ได้เห็นสัตว์ป่าชนิดอื่นๆเช่น เก้ง กวาง หรือกระจง

            เส้นทางที่แล่นเข้าไปยังด่านแม่สามแลบคือเส้นทางชักลากไม้ออกจากด่านศุลกากรที่แม่สามแลบ เป้นเส้นทางราดด้วยฝุ่นสีแดง  ถนนรองรับน้ำหนักจนเป็นร่องรอยที่เห็นได้ชัด แต่เนื่องจากเป็นหน้าแล้ง จึงชักลากไม้ด้วยรถสาลี่ได้อย่างสบายๆ  การเดินทางไม่ยากอย่างที่คิด ชั่วเวลาชั่วโมงเศษๆก็แล่นเข้าไปจนถึงด่านศุลกากรแม่สามแลบ เบื้องข้างทางขวาเป็นกองร้อย ตชด.ตำรวจตระเวนชายแดน

            “ด่านไม้ที่กั้นนั้นเป็นด่านของอุทยานแห่งชาติสาละวินครับ  มีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังประจำตลอด 24 ชม. บ้านพักพนักงานของอุทยานแห่งชาติเห็นเป็นอาคารด้านในด่าน จะผลัดเปลี่ยนกันเป็น 3 กะครับ” เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปราม อธิบาย

            “อย่างนี้  ก็สามารถตรวจเช็คได้ละซินะว่า มีรถชักลากไม้ออกไปกี่เที่ยว เฉลี่ยไม้ประมาณเท่าไรลูกบาศก์เมตร ก็ดีนะ” ศาตราจารย์  นิเวศน์ เออออไปกับการเล่าความ

            “หัวหน้าอุทยานฯสาละวิน มาด้วยไหม” รศ.ประทุมถามขึ้น  ได้รับคำตอบว่า

            “ติดภารกิจกับป่าไม้เขตแม่เสรียงครับ เลยไม่ได้เข้ามาด้วยครับ” ฝ่ายป้องกันและปราบปราม ยังคงสนองแทน

             ที่ด่านศุลกากรแม่สามแลบ เจ้าหน้าที่ของกรมศุลกากรปฏิบัติหน้าที่ด้วยความขมักขะเม่น  ชิปปิ้งของแต่ละบริษัทที่นำไม้เข้านั่งรอเรียงตามลำดับก่อนหลัง  แต่ละคนถือเอกสารที่เกี่ยวข้องในการแจ้งนำเข้าไม้ผ่านด่าน แทบไม่เชื่อสายตาว่า ชายแดนกลางป่าฝั่งตรงข้ามประเทศพม่าจะเป็นที่ตั้งด่านศุลกากร ด่านป่าไม้ สองหน่วยงานทำงานสอดประสานกันได้อย่างกลมกลืน  แม้ว่าจะต้องมาปฏิบัติหน้าที่ชายแดนและกลางป่ากลางเขาเช่นนี้

            “จะถามใครได้ล่ะว่า แต่ละขั้นตอนการนำเข้าไม้ซุงสักจากพม่าครั้งนี้ เป็นไปถูกต้องตามระเบียบของทางราชการไหม”

ท่านอุทาร เปรยขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามป่าไม้เขตแม่เสรียงตอบแทนว่า

            “เป็นหน้าที่ของด่านศุลกากร ยึดหลักการนำสินค้าเข้าตามระเบียบของกรมศุลกากร และป่าไม้จังหวัดแม่ฮ่องสอนดูแลการหน่วยปฏิบัติการนำไม้เข้าเป็นหน้าที่ของป่าไม้อำเภอแม่เสรียง โดยยึดหลักปฏิบัติตามระเบียบการนำไม้เข้าของกรมป่าไม้”

            “แพไม้ซุงสักที่กำลังชักลากเข้าหาดแม่สามแลบโน่น ตรวจสอบได้อย่างไรว่าเป็นไม้ของพม่า” ท่านนายกสมาคมฯถามขึ้น

            “เราเดินลงไปดูแพไม้ซุงสักที่กำลังชักลากเข้าหาดนะ ออกแรงกันหน่อย”

            แล้วคณะกรรมการก็เดินกรูกันลงไปเพื่อพิสูจน์ทราบ เจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันและปราบปรามตามลงไปด้วย เมื่อเดินลงไปถึงแพไม้ซุงสัก แต่ละคนเดินไปมองหาดวงตราที่ประเทศพม่าประทับ หรือร่องรอยที่พวกเราเคยตีตราชักลากไม้ แต่ไม่มีร่องรอยแต่อย่างใด ทุกคนพยายามที่จะเดินไปมองหา แม้กระทั่งหมอนไม้ซุงสักที่กองอยู่ชายหาด คำตอบที่ได้รับประจักษ์ชัดว่า ไม่มีเครื่องหมายใดๆประทับแสดงว่าเป็นไม้พม่าเลย  คณะกรรมการยืนมองหน้ากันและกัน

            “เจ้าหน้าที่ของพม่าจะมาประทับตราก่อนขึ้นรถสาลี่ชักลากออกไปพร้อมๆกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอครับ”

            “ถ้าตัดไม้สักฝั่งไทยแล้วถีบลงน้ำ มาโผล่ที่หาดแม่สามแลบนี่พิสูจน์ไม่ได้เลยหรือว่าเป็นไม้สักฝั่งไทย” ท่านอุทาร เอ่ยขึ้น ใบหน้าและแววตาขุ่นข้องใจ

            “ผมก็ว่า มันน่าจะพิสูจน์ที่ตอไม้ได้นะว่ามากจากต้นไม้สักฝั่งไทยหรือฝั่งพม่า” ศาสตราจารย์ นิเวศน์เอ่ยขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย แต่

           “น่าแปลกใจนะครับว่า ทำไมไม่ตรวจสอบก่อนการนำเข้า  เชื่อกันง่ายจังนะว่าเป็นไม้มาจากฝั่งพม่า” รองศาสตราจารย์ บุญเทียม ชนะวงศ์วาน กล่าวขึ้น

           “พวกเราเองก็คงจะท้าพิสูจน์ไม่ได้ ในเมื่อไม้ซุงสักผูกแพล่องลงมาจากเหนือน้ำ แม้ว่าจะเห็นๆกันว่าไม้สักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวินและอุทยานแห่งชาติสาละวิน ถูกตัดโค่นจนเหลือแต่ตอและกิ่งก้าน แล้วมันจะสืบทราบได้อย่างไร หากกักแล้วตรวจสอบก็จะถูกร้องเรียนเพราะเอกสารที่เตรียมมาถูกต้องตรงตามไม้ทุกประการ” ท่านวิชัย สรุป

            “การมาตรวจสอบจนถึงด่านศุลกากรและจุดนำไม้เข้าจากพม่า ก็ได้ข้อมูลเพียงว่า มีการปฏิบัติตามระเบียบของกรมศุลกากรและกรมป่าไม้ครบถ้วน ชนหน้าผาเปรี้ยงในทันใดเลยนะพวกเรา” ผอ.จีรัง เสริม แล้วเดินส่ายหัวไปมา

            ธงไทเดินไปถ่ายรูปไม้ซุงสักตั้งแต่แพที่เรียงรายในแม่น้ำสาละวิน ไม้ซุงสักที่กำลังรวมกอง  เตรียมชักลาก และทุกขั้นตอนการตีตราไม้ตามระเบียบ ตอกย้ำให้เห็นว่า เป็นการนำไม้พม่าเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และในการเดินทางไปครั้งนี้ ได้เห็นเพียงเจ้าหน้าที่กับชิปปิ้งของแต่ละบริษัทที่ทำงานร่วมกันเท่านั้น

            “แม้จะต้องมาทำงานถึงชายแดนระหว่างประเทศ และล่อแหลมต่อความเสี่ยง แต่กลับพบว่า ทุกอย่างราบรื่น สามารถปฏิบัติงานได้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส อะไรหนอคือแรงบันดาลใจที่ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เสียสละมากมาย”

            ธงไทได้แต่เก็บความคลางแคลงใจเอาไว้แต่เพียงคนเดียว ไม่กล้าแม้จะเอ่ยปากในเรื่องใด ด้วยว่าเป็นกรรมการที่ยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยในกรมป่าไม้ ฟังให้มาก คิดให้ถึง วิเคราะห์ให้ถ่องแท้ และวิจารณ์ให้ตรงประเด็น คือสิ่งที่ธงไทถือปฏิบัติตลอดมา

            คณะกรรมการแต่ละท่านมากประสบการณ์ และเคยมีตำแหน่งระดับบริหารของกรมป่าไม้  องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และคณาจารย์ผู้ที่เคยสอนสั่งธงไทมาทั้งนั้น ย่อมต้องมีวิจารณญานที่เหมาะสม     

            การเดินทางกลับจากจุดที่สี่ อันเป็นการสิ้นสุดของเป้าหมายการลงพื้นที่สนามของคณะกรรมการสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ ได้รู้ได้เห็น แต่ไม่ได้ความจริงที่ลึกล้ำกว่าที่เขาจะสำแดงให้เห็นได้ ความในใจของแต่ละคนย่อมต้องมี แต่สถานที่และช่วงเวลายังไม่เหมาะสมที่จะวิเคราะห์  คงต้องรอการประชุมที่สมาคมฯนั่นแหละ จะได้ฟังความคิดเห็นของแต่ละคนอย่างเต็มที่

            เพื่อความปลอดภัย หน้าต่างมีหู ประตูมีตา ฉันใด ภายในรถคันเดียวกันอาจมีช่องโหว่ได้เช่นกัน

            จุดที่ห้า อันเป็นจุดสุดท้ายของการศึกษาและดูงาน ป่าสาละวิน เป็นหมอนไม้ของแต่ละบริษัท อันรวมไปถึงหมอนไม้ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ด้วยเช่นกัน  รถแล่นขาออกช้าไปบ้างเพราะข้างหน้าเป็นขบวนรถสาลี่ชักลากไม้แล่นอยู่หลายคัน ต้องรอจังหวะที่จะแซงขึ้นไป แต่จะช้าจะเร็วก็หามีความหมายใด ๆไม่ เพราะถึงอย่างไรเสีย ก็ต้องไปหมอนไม้อยู่ดี

            หมอนไม้แรกที่เข้าถึง เป็นหมอนไม้ขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้  ซึ่งชักลากไม้สักออกมาจากป่าสาละวินในส่วนที่ถูกกันออกจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติสาละวิน แต่ถึงจะเป็นเพียงเศษไม้ของกลางนอกป่าอนุรักษ์ ก็ยังเป็นไม้ซุงสักที่มีราคาแพง แตกต่างกันแค่ว่า เป็นไม้ซุงสักที่เป็นท่อนสั้น โคนโพรง กิ่งก้านขนาดใหญ่ที่ยังทอนเป็นท่อนซุงขนาดเล็กได้ ขนาดที่เห็นจึงมีตั้งแต่ยาว 2-4 เมตร เท่านั้น

             แต่ก็มีปริมาณที่มากมายมหาศาล หมอนไม้ทอดตัวยาวไกลด้วยไม้ซุงสักเหลือเศษซาก ซึ่งก็ยังดีที่ทำให้เกิดรายได้แก่องค์การอุตาสาหกรรมป่าไม้บ้าง ช่วงเวลานั้น องค์การถึงขั้นสภาพไม่คล่องจนต้องจ่ายเงินเดือนพนักงานเพียง 70% แก่พนักงานระดับกลาง-ระดับสูง ส่วนระดับล่างได้รับเต็มจำนวน  แต่ถึงกระนั้น ก็ทำให้มีความรู้สึกแปลกๆว่า เหตุใดไม้ของกลางนอกเขตป่าอนุรักษ์จึงมีมากถึงเพียงนี้

            “องค์การฯยังอุตสาห์ได้ไม้ของกลางมาจำนวนไม่น้อยเลยนะ” ท่านอุทารเอ่ยขึ้น

            “นั่นสิครับ ได้มาไงหนอครับ” ผอ.จีรังแซวเสียงพอได้ยิน

            “แม้แต่พื้นที่ป่าสงวนนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั้งสองแห่ง ยังมีไม้ของกลางขนาดนี้” ศาตราจารน์ นิเวศน์เอ่ยขึ้นบ้าง

            “ออป.จะมีรายได้ไปพยุงสถานสภาพคล่องได้บ้างละนะ” รองศาสตราจารย์ บุญชอบ พูดยิ้มๆ

             อดีตรองผู้อำนวยการองคืการอุตสาหกรรมป่าไม้ วิชัย ทรัพย์มาก ได้แต่ยิ้มจนเห็นฟันขาวขับผิวสีคล้ำให้ดูสดใส

             “ขึ้นรถ เดินทางต่อไปยังหมอนไม้ของบริษัทเอกชนนะครับ” ธงไทร้องส่งสัญญาณขึ้น ทุกคนเดินกลับไปยังรถใครรถมัน แล้วก็ทะยานไปยังเป้าหมายถัดไป

             “คงดูได้อีกแห่งเดียว ต้องกลับไปเก็บของแล้วรับประทานอาหารมื้อเที่ยง ก่อนบินกลับนะครับ” รองศาสตราจารย์ประทุม เอ่ยขึ้น

              หมอนไม้ต่อไปเป็นหมอนไม้ของบริษัท หนึ่งในจำนวนหลายบริษัท เป็นหมอนไม้ขนาดใหญ่ มีท่อนซุงไม้สักขนาดใหญ่และยาว เปราตรง สวยงามอย่างน่าอัศจรรย์ ปริมาณมากเพียงใดไม่ได้ตรวจสอบ และก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจให้ละเอียดเกินกว่าความจำเป็น รับรู้กันทั่วทุกตัวคณะกรรมการสมาคมแล้วว่า มีไม้ซุงสักจากพม่ากองเป็นภูเขาเลากา ณ แผ่นดินประเทศไทยอยู่จริง

              ออริจิ้นที่สำแดงตามเอกสาร บ่งบอกว่าเป็นไม้ซุงสักมาจากประเทศพม่า ธงไทเดินถ่ายรูปเท่าที่จะมีแรงเดินไปได้ในชั่วเวลาไม่มากนัก แดดเริ่มแผดเผา ความระอุเริ่มออกฤทธิ์ เหงื่อเริ่มไหลย้อยจากหน้าผากลงสู่ปลายคาง แล้วไหลอาบไปทั่วแผ่นหลัง แต่ด้วยว่าอยากได้ภาพ ถึงเหนื่อยและร้อน ก็จะต้องเร่งบันทึกภาพไว้ให้ได้ มันคือหน้าที่ในฐานะประชาสัมพันธ์ของสมาคมฯ

              ภาพที่ถ่ายได้เหมือนตาเห็น เป็นไม้ซุงสักชั้นหนึ่ง มีขนาดใหญ่กว่า 2 คนโอบ เปราตรง แต่ละท่อนยาวกว่า 10 เมตรขึ้นไป  ถ้าส่งขายไปยังตลาดกรุงเทพ จะได้ราคาดีที่สุด แต่ถ้าส่งออกไปขายต่างประเทศมูลค่าจะมหาศาลสักเท่าใดกันหนอ คณะกรรมการเหยียบขึ้นไปบนท่อนไม้ซุงสักแล้วก้าวเดินไปทีละท่อน ความอลังการของหมอนไม้ช่างกว้างใหญ่สุดสายตา มันคือ ทองคำเขียว ที่เรียงราย

              “เห็นว่า พจน์ อดีตนักวิชาการป่าไม้ ระดับสูงของกรมป่าไม้ ก็เอากับเขาด้วยนี่นะ ในจำนวนหลายสิบบริษัททำไม้ของเอกชนครั้งนี้ มีมาจากหลากหลายอาชีพ ทหาร ตำรวจ พ่อค้าจากอีสาน พ่อค้าท้องถิ่น พ่อค้าจากกรุงเทพ ฯลฯ กลับไปลองตรวจเอกสารอีกครั้งว่ามีบริษัทในเครือป่าสาละวินครั้งนี้ เท่าไร บริษัทอะไรบ้าง ถ้าลงลึกได้ว่าแต่ละบริษัทเป็นของใครได้ก็จะเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง ว่า มันคือ มหกรรมการการทำไม้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยปรากฎมาก่อนในประเทศของเรา” ท่านชำนาญกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเข้มๆ

              “ผมสงสัยจริงครับว่า ไม้สักฝั่งพม่านั้นมีมากมายขนาดไหนกันหนอ ถ้าพวกเราบินขึ้นไปดูได้คงดี” ท่านอุทารเอ่ยขึ้น

              “คงถูกยิงร่วงแน่ ๆ ครับ กะเหรี่ยงคงไม่แฮปปี้” รองศาสตราจารย์บุญเทียม เอ่ยขึ้น

              เสียงหัวเราะดังขึ้น แต่มันช่างเป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นสิ้นดี    

              “ได้เวลาต้องเดินทางกลับแล้วครับ รถใครรถมันเหมือนเคยครับ”

               ธงไทเปล่งวลีที่จำเป็น แล้วก็เดินไปขึ้นรถที่นั่งมา คันกลางขบวนเหมือนเดิม  

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 3,000 บาท

E-mail:thongchai_paoin@hotmail.com

E-mail:thongchai.paoin@gmail.com

Mobile:081-9416364 

facebook/ธงชัย เปาอินทร์

 
view