http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 16/09/2021
สถิติผู้เข้าชม11,538,827
Page Views13,683,945
« September 2021»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
 

เกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่ สวมบทแม่ค้า”ปลูกเอง-ขายเอง”

เกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่  สวมบทแม่ค้า”ปลูกเอง-ขายเอง”

เกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่

สวมบทแม่ค้า”ปลูกเอง-ขายเอง”

โดย สาวดอนเมือง เรื่อง-ภาพ

  หากติดตามข่าวในแวดวงเกษตรบ้านเรา  จะเห็นว่าหลายปีมานี้เกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเรียนจบกันมาสูงๆ บางคนพอเรียนจบระดับปริญญาตรีก็ไปทำงานในสายงานที่เรียนมา จนอิ่มตัวจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วถึงค่อยมาเป็นเกษตรกรเต็มขั้น กลับมาสานต่ออาชีพดั้งเดิมของพ่อแม่


  อย่างคุณพิมพ์ธาดา จำรัส อายุ 38 ปี อยู่ที่หมู่5 ต.ทุ่งนางาม อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ที่ทิ้งงานประจำมาทำไร่นาสวนผสมที่มีพืชผักผลไม้หลากหลาย มีทั้งส้มโอ กล้วยไข่ สับปะรดภูแล มัลเบอร์รี่ และผลไม้นานาชนิด  แถมมีนาข้าวและพืชไร่ต่างๆด้วย ในเนื้อที่ 100 ไร่ 

 เกษตรกรสาวรายนี้เล่าว่า เรียนจบด้านพืชไร่ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้  แล้วไปทำงานต้อนรับบนรถทัวร์อยู่ที่กรุงเทพฯ4-5ปี  จากนั้นกลับมาทำงานที่สหกรณ์นิคมลานสัก จำกัด ในโครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ทำได้ไม่นานก็ลาออก เนื่องจากพ่อแม่อายุเยอะและป่วย ไม่มีใครดูแล จึงตัดสินใจมาทำอาชีพเกษตรเต็มตัวแทนพ่อแม่


  ด้วยความรู้ที่เคยเรียนด้านพืช บวกกับการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่9 มาใช้ ทำให้แปลงเกษตรของเธอได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัด ในการประกวดแปลงเรียนรู้ เศรษฐกิจพอเพียงขององค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)อุทัยธานี

  สำหรับเนื้อที่100 ไร่นั้น  แบ่งเป็นนาข้าวประมาณ 35 ไร่  แปลงไม้ผล 20 ไร่ และส่วนที่เหลืออีก 30 ไร่ ปลูกพวกพืชไร่


คุณพิมพ์ธาดาบอกว่า ก่อนหน้านี้รายได้หลักมาจากการทำนาข้าวและไร่อ้อย แต่ตอนนี้ปรับมาเป็นไร่ข้าวโพด และไร่มันสำปะหลัง พร้อมกันนั้นจะขยายพื้นที่ในการปลูกผลไม้ให้มากขึ้น โดยเน้นไปที่การปลูกส้มโอที่ตอนนี้มีอยู่ 200 ต้น  ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ขาวใหญ่ที่นำสายพันธุ์มาจากอ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม และกำลังมองหาตลาดส่งออกไปที่ประเทศจีน ซึ่งในการปลูกพืชผักผลไม้ของเธอนั้น ปลูกแบบอินทรีย์ และอยู่ในระหว่างดำเนินการเพื่อขอมาตรฐาน EU


 นอกจากจะขายพืชผักไม้ที่ปลูกสารพัดอย่างแล้ว เธอยังขายกิ่งพันธุ์ด้วย ตอนนี้ถือเป็นรายได้หลักเลยทีเดียว โดยเน้นขายกิ่งพันธุ์ส้มโอ ที่มีทั้งเสียบยอดและตอนกิ่ง ลูกค้าเป็นกลุ่มเกษตรกรที่อยากจะเปลี่ยนจากการทำพืชเชิงเดี่ยวมาสู่การผลิตไม้ผล เพราะการทำไม้ผลจะได้ผลผลิตที่ยั่งยืน เท่ากับปลูกครั้งหนึ่งได้ผลยาวไป 20 ปีเลย ไม่ต้องไปลงทุนใหม่ซ้ำๆ  ซึ่งคุณพิมพ์ธาดาบอกด้วยว่าเคยเจอปัญหาในการทำพืชไร่เชิงเดี่ยวมาแล้ว จึงหันมาปลูกไม้ผลแทน ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนหนึ่งประมาณ 4 หมื่นบาท


  เธอระบุเหตุผลที่เน้นปลูกส้มโอว่า เดิมที่บ้านปลูกส้มโออยู่แล้ว มองว่าไม่ต้องลงทุนไปซื้อกิ่งพันธุ์ใหม่ เพราะมีอยู่ 20 กว่าต้น จึงเริ่มจากการตอนในสวน เพื่อนำส่วนนี้เป็นกิ่งพันธุ์ที่นำไปขยายต่อในพื้นที่ 20 ไร่  ซึ่งในปีนี้แปลงที่ขยายใหม่จะเริ่มให้ผลผลิต แต่ในส่วน 20กว่าต้น มีผลผลิตอยู่แล้ว เผอิญปีที่แล้วผลผลิตออกน้อยเพราะเจอปัญหาแล้งมาก

สำหรับส้มโอนั้น เธอขายกิโลกรัม(ก.ก.)ละ 50 บาท ซึ่งมักจะออกบูธขายตามงานต่างๆของทางจ.อุทัยธานี อย่างเช่นงานสินค้าโอท็อปของจังหวัด นอกจากนี้เธอยังรับอาสานำสินค้าของเกษตรกรรายอื่นมาจำหน่ายใยนยามออกร้านด้วย ซึ่งบางคนมีเมล่อนมาฝากขาย ขณะที่บางคนปลูกมันญี่ปุ่น หรือบางคนทำนาอินทรีย์ก็ฝากขายข้างอินทรีย์


 ในการปรับเปลี่ยนจากการเกษตรแบบใช้สารเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ที่ต้องขอมาตรฐานอียูนั้น คุณพิมพ์ธาดาให้ข้อมูลว่า หากถามว่ายุ่งยากไหม อันดับแรกเลยใจต้องมาก่อน ต้องทนได้ เพราะสิ่งแรกที่ต้องเจอคือผลผลิตลดลงแน่นอน ประมาณ 50% จากเดิม หรือมากกว่านั้น สมมุติชาวนาเคยทำนาปกติ ได้ข้าวที่ 900 ก.ก.ต่อไร่ ถ้ามาอินทรีย์อาจจะเหลือแค่ 300 ก.ก.ต่อไร่เท่านั้น

 คุณพิมพ์ธาดาแจกแจงถึงวิธิการทำนาอินทรีย์ว่า ในนาปลุกข้าวข้าวกล้องสองสี มะลิ 105 ผสมมะลิแดง เริ่มแรกเลยที่จะปรับเปลี่ยน ต้องหว่านปอเทืองไป2รุ่น เพื่อปรับปรุงโครงสร้างดินให้มีอินทรียวัตถุเยอะๆ เสร็จแล้วก็ทำนาเหมือนปกติ ในส่วนที่บ้านทำนาดำไม่ได้เนื่องจากระบบน้ำไม่ค่อยเสถียร จึงใช้หว่านน้ำตมธรรมดา แล้วช่วงที่ดูแล ต้องฉีดน้ำหมักที่หมักมาจากโปรตีนบ่อยๆ โดยฉีดเฉลี่ย 10 วัน 1ครั้ง  ซึ่งน้ำหมักที่มีวัตถุมาจากโปรตีน เป็นพวกน้ำหมักรกหมู น้ำหมักจากปลา น้ำหมักหอยเชอรี่  โดยนำมาหมักเอง


  จากนั้นหลังจากที่หว่านข้าวไปแล้ว ทุกๆ10วัน ต้องพยามฉีดฮอร์โมนน้ำหมักที่มาจากโปรตีน เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตทางลำต้นใบ พอถึงช่วงข้าวตั้งท้อง เริ่มออกรวง ให้เปลี่ยนเป็นน้ำหมักที่มาจากผลไม้สีเหลือง มะละกอ กล้วย หรือฟักทอง เพื่อให้ผลผลิตติดดี ให้ข้าวมีน้ำหนัก  อย่างไรก็ตามแม้จะบำรุงดูแลปีแรกให้ดีแค่ไหน น้ำหนักข้าวต้องลดอยู่ เพราะจากที่เคยใช้เคมีมา จากที่เคยใส่ปุ๋ยยูเรีย ใส่ปุ๋ยสูตร 15  แต่เมื่อทำนาอินทรีย์ก็ไม่ได้ใช้เลย เพราะเป็นข้อห้ามของเกษตรอินทรีย์

 สำหรับนาข้าอินทรีย์นี้เธอทำมาเป็นปีที่2 แล้ว แต่จะใช้วิธีขายเป็นข้าวสารกล้อง ไม่ได้ขายเป็นข้าวเปลือก ขายก.ก.ละ 50 บาท จะออกขายในช่วงออกบูธตามงานต่างๆ ซึ่งลูกค้าบางกลุ่มจะนิยมซื้อข้าวกล้องเพราะจะช่วยในเรื่องของเหน็บชา แก้ปัญหาไขข้อ ถ้าคนเป็นเบาหวานจะทำให้ทานข้าวได้น้อยลงเนื่องจากข้าวกล้องมีลักษณะแข็ง เหมือนกับว่าต้องเคี้ยวนาน ทำให้ทานได้น้อยลง แก้ปัญหาคนป็นเบาหวานได้


 นับเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกรายที่ปลูกเองขายเอง  ตัดวงจรพ่อค้าคนกลาง ทำให้ได้มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ที่สำคัญได้กินได้ใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในครอบครัว เหลือก็ขาย และยังมีเวลาอยู่กับครอบครัว ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ไม่ต้องไปอยู่อย่างแออัดในเมืองใหญ่ๆ

 

Tags : จำลอง บุญสอง

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง

 
view