http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 03/10/2019
สถิติผู้เข้าชม7,811,465
Page Views9,769,406
« October 2019»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42350726
http://www.thongthailand.com/articles/42028136/แก่นจันทน์พรรณไม้-บทพิสูจน์อดีตนักวิชาการป่าไม้-เพาะกล้าไม้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
 

มูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ ชวนทำบุญและท่องเที่ยว จ.น่าน โดยป่าน ศรนารายณ์ เรื่อง-ภาพ

มูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ ชวนทำบุญและท่องเที่ยว จ.น่าน  โดยป่าน ศรนารายณ์ เรื่อง-ภาพ

 

มูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ ชวนทำบุญและท่องเที่ยว จ.น่าน 

โดยป่าน ศรนารายณ์ เรื่อง-ภาพ

              สืบเนื่องจากมูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ มูลนิธิเพื่อผู้สูงอายุที่เป็นต้นแบบบำนาญประชาชนคนดอยซึ่งก่อตั้งด้วยเจตจำนงค์ในการสร้างระบบคุ้มกันความสุขเมื่อถึงวัยชรา  หลักเกณฑ์ง่ายๆ สมัครสมาชิกมูลนิธิ แล้วส่งเงินบำรุงสมาชิกปีละ 150 บาท เมื่อทุพพลภาพ หรือเกษียนงานอายุ 60 ปี ก็จะมีบำนาญประชาชนให้ตามระเบียบที่กำหนด จากรายได้ของดอกเบี้ยเงินฝาก และใช้เงินบำรุงสมาชิกสมทบให้พอเพียงต่อการให้เงินบำนาญประชาชน  เชิญร่วมประชุมระหว่างวันที่ 17-19 ธันวาคม 2553 นั้น

 

                              ข้างบ้านพักมูลนิธิมีที่กางเต็นท์และบ้านคุณเหี่ยว    

         เงินทุนของมูลนิธิเมื่อเริ่มต้น ได้มาจากการจัดงานลีลาศท่ามกลางหุบเขาเมื่อปีพ.ศ.2530 (ส่วนมูลนิธิสมเพิ่ม กิตตินันท์ จัดตั้งเมื่อพ.ศ.2529) ขายบัตรลีลาศการกุศลเพื่อคนชราได้ 120 โต๊ะ ได้กำไรทั้งหมด 49,000 บาทเศษ ตั้งเป็นกองทุนสวัสดิการบ้านกิตตินันท์ และในปีพ.ศ.2540 จึงได้ตั้งเป็นมูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์  เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่คุณแม่เฮียะ เปาอินทร์ ซึ่งเคยบริจาคเงินค่าน้ำมันรถแทรกเตอร์เพื่อขุดสระน้ำ และเครื่องโรงสี(ข้าว)ให้กับหมู่บ้านกิตตินันท์ได้เสียชีวิตลง

                  

                          ศาลาการเปรียญที่เสี่ยเก,เสี่ยตั่วและเพื่อนๆร่วมกันสร้างปีพ.ศ.2552-2553

         ในปีนี้ประธานคณะกรรมการมูลนิธิ นายช่วงชัย เปาอินทร์ ป่วยกระทันหันจึงไม่สามารถเดินทางไปร่วมประชุมได้  คณะกรรมการที่เหลือจึงได้ประชุมกันไปตามระเบียบวาระการประชุม ได้แก่ เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ทราบ  เรื่องผลงานปี พ.ศ.2553  เรื่องอายุกรรมการ  และเรื่องอื่นๆ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2553 เวลา 13.00-14.00 น.                                          

             

                             เสี่ยเกนำขบวนทอดผ้าป่าสามัคคี วันที่ 18 ธต.53 เวลา 10.00-11.00 น.

         ผลการประชุมในวันนั้น พอจะสรุปคร่าวๆได้ดังนี้คือ  ประธานในที่ประชุม นายธงชัย เปาอินทร์ ได้แจ้งว่า

         ได้เปิดตู้รับบริจาคที่ อำเภอกำแพงแสน 2 ตู้คือจากธนาคารออมสิน และร้านเคยู 27 ได้เงินรวมทั้งสิ้น 4,440 บาท

          นายสุพัฒนพงษ์  ศิรประภาพฤทธิ์ (E-mail:phongchau_sak@hotmail.com) บริจาคอีก

 1,000 บาท

             เฮียกวยฉาบ เอ๋ตีฉิ่ง สนุกพิลึก                                   นางรำกิตติมศักดิ์..เยี่ยมเลยเจ๊

           นายโกเมศร์ เปาอินทร์ นายสมพงษ์ ศิริสุขชัยถาวร นายจิตติชัย กิจสมานมิตร  นายสง่า เตชกมลรัตน์ และคณะเพื่อนๆ  สมทบ 2,500 บาท

           นายช่วงชัย เปาอินทร์ แจ้งยอดสมทบอีก 3,492  บาท

           รวมเป็นเงินบริจาคเพิ่มปีนี้2553 จำนวน  11,432 บาท

           สมทบเข้ากองทุนมูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ มีเงินอยู่เดิม 692,688.60 บาท (บัญชีสหกรณ์กรมป่าไม้  เลขที่บัญชี 0201006247 ในนามสมาชิก 02369 ของนาย ธงชัย เปาอินทร์) 11,432 บาท รวมเป็นเงินปีนี้ 704,120.60 บาท

             อาซ้อไพนำขบวนผ้าป่า                                    ผู้มีเกียรติมาร่วมงาน   

           ในปีนี้ พ.ศ.2553(1มค2552-31 ธค2553) มูลนิธิมีเงินฝากประจำ 692,688.60 บาท

           ได้ดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี เป็นเงินทั้งสิ้น 27,642.43 บาท  

           นายธงชัย เปาอินทร์ ได้แสดงเจตจำนงค์ บริจาครายได้คนชรา3,600 บาท ทุกปี

           ปีนี้ นายช่วงชัย สมทบจากตู้บริจาค 6,508 บาท 

            พี่น้องบ้านกิตตินันท์ร่วมด้วย                              ผู้ใจบุญจากกทม.

           รายได้จากสมาชิกสมทบ 150 บาท/ปี/116 รวมเป็นเงิน 17,250 บาท  (ขาดส่ง 1 คน เป็นเงิน 150 บาท)

           รวมเป็นเงินรายได้ปีนี้  50,700 บาท พอจ่ายให้กับคนชราและผู้ที่เสียชีวิตครบถ้วน   

                   

                                          ตามขบวนก็ฟ้อนได้ ไม่ว่ากัน

           เรื่องอายุคณะกรรมการมูลนิธิยังคงเดิม(พ.ศ.2553-2554) ได้ยกยอดให้เป็นชุดเดิมต่อไป  ส่วนเรื่องอื่นๆ นายธงชัย ได้แจ้งว่า น.ส.สนธยา เปาอินทร์ ซื้อผ้าถุงและผ้าขาวม้านำมาบริจาคให้กับผู้สูงอายุ จำนวน 26 คนด้วยมูลค่าประมาณ 4,000 บาท  เจ๊เซี้ยม แซ่ล้อ  บริจาคผ้าขาวม้าอีก 20 ผืน เป็นเงิน 2,000 บาท  นายโกเมศร์ เปาอินทร์ รายงานว่า ปีนี้ได้ผู้ร่วมศรัทธา ช่วยกันนำผ้าป่าสามัคคีมาถวายที่วัดกิตตินันท์วนาราม เป็นเงินทั้งสิ้น 84,930 บาทเพื่อสร้างศาลาวัดให้แล้วเสร็จ  โดยมีเสี่ยจิตติชัย กิจสมานมิตร  เสี่ยสง่า เตชกมลรัตน์ เสี่ยสมพงษ์ ศิริสุขชัยถาวร  เป็นแกนนำ  คณะกรรมการมูลนิธิและพี่น้องบ้านกิตตินันท์ ขอขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยความเคารพยิ่ง

 

                                         เสี่ยเก..เต๊ยเงินทำบุญอีกแล้ว

            เล่าเรื่องหนักๆไปจนหมดแล้วก็ขอย้อนกลับเหมือนกรอหนังกลับ ว่าเช้าวันเดินทาง(17ธค.53) เสี่ยเก(โกเมศร์) ยืนรอเพื่อนๆทยอยมาถึงเวลา 08.30 น.ด้วยหัวใจอยู่ปลายตีน ด้วยว่ายิ่งใกล้เวลาล้อหมุนก็ยิ่งเครียด บ่นฮึ่มๆ

            "มันจะมาหรือเปล่า ไม่มาก็ยึดเงินหมด"

            "ใครที่มาถึงแล้ว ใช้ห้องสุขาของห้างโลตัสได้  แล้วมากินข้าวมันไก่เจ้าเดิมได้ทุกคน"

            "กินก่อนดีกว่าไปหิวบนรถ หรือกินบนรถ ไม่สะดวก"

              

                                        บอกบุญกันจะจะ..ได้ไปเต็มๆ

             กว่าจะมากันครบ ก็ใจหายใจคว่ำ

             "เจ๊บิ๊กมาหรือเปล่าวะ" มีเสียงถาม

             "เจ๊บิ๊กบอกว่าจะมาเดี๋ยวก็ต้องมา รายนี้แน่นอน มีบ่อนที่ไหนไม่ขาด" ฟังคำยืนยันหนักแน่น แสดงว่าทัวร์นี้มีบ่อน(ให้เสวนากัน)

             "เจ๊เซี้ยมมายัง"

            

                                 เสี่ยตั่ว จิตติชัย กิจสมานมิตร จุดธูปเทียน

             ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาอีกเสียงด้วยห่วงว่าจะล้างแค้นเมื่อปีก่อน  กว่าจะมากันครบถ้วน ก็เล่นเอาเสี่ยเกแทบเกเซแซดๆไปจริงๆ แต่ด้วยความน่าเชื่อถือกันมานานว่า

            "ไปทัวร์นี้รับรองได้ว่า ไม่มีทอดทิ้งให้พี่น้องเพื่อนฝูงขวัญสยองนองน้ำตา เงินไม่มียืมได้ ชวนไปเที่ยวแล้ว ฉิบหายขายตัวไม่ว่า พี่น้องต้องร้องว่าดี ก็พอใจ" พกเมียตามมาจ่ายเงินเต็มพิกัด 

                ตามประเพณีการทอดผ้าป่าสามัคคีนั้น พอวางผ้าป่าแล้วจะจุดประทัดเป็นการบอกกล่าว

               กว่าจะได้เวลาล้อหมุนก็ปาเข้าไป 9.40 น. ผิดเวลาไปนิดหน่อย "โชว์เฟอร์เหยียบ"  นักท่องเที่ยวทำบุญกลุ่มนี้แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มใหญ่ก็กลุ่มเสี่ยเกและเสี่ยพงษ์ 30 คน อีกกลุ่มเป็นกลุ่มเจ๊เพลิน(สิรี) 9 คน +1แจ๊ว น้องสาวผู้ที่ได้ชื่อว่าแก่เกินวัย  41 ชีวิตร่วมเดินทางไปกับรถยนต์ปรับอากาศไม่ประจำทางหรือเรียกกันว่า รถ 30 ที่นั่งเบาะเอนนอนได้ รถใหม่ สะอาด กลิ่นหอมชื่นใจ(ห้ามใช้ส้วม) นั่งได้ 40 ที่นั่ง ส่วนชั้นล่างนั่งเสวนากันได้ 12 ที่นั่ง แบบไหล่เบียดไหล่กันนิดๆ 

                   

                                              ช่วยกันนับเงินผ้าป่า

             "เป้าหมายที่หนึ่ง แวะเปลี่ยนถ่ายน้ำในร่างกายทุก 2 ชม. เป้าหมายที่สอง กินข้าวกลางวันที่ร้านปลาใหญ่ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ตามคำแนะนำของลุงดำ คำโต ผู้เขียนเรื่องในเว็บไซท์ท่องเที่ยว-ที่พักและที่กิน-ศิลปะวัฒนธรรม ชื่อ www.thongthailand.com  เป้าหมายที่สาม ถึงบ้านกิตตินันท์ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน พักแรมบ้านพักกลางหุบเขาของหมู่บ้าน คาดว่าค่ำๆ"

             

             พอถึงเป้าหมายที่สอง กินอาหารที่ร้านปลาใหญ่ เบียดกันนิดๆ เนื่องจากร้านมีลูกค้าเต็ม รายการอาหารที่ลุงดำแนะนำได้แก่ ผัดฉ่าปลากดเหลือง  ต้มยำน้ำใสปลาคัง  ปลาค้าวทอดน้ำปลา  ทอดมันปลากราย  ลวกจิ้มลูกชิ้นปลากราย  ปลาช่อนผัดขึ่นฉ่าย ข้าวร้อนๆ ซดกันโฮกฮือ สรุปว่า อาหารมื้อนี้ "ผ่าน" เสี่ยเกร้อง "โล่งอกไปหนึ่งแล้ว"

              

                           สนธยา สิรี โกเมศร์ สามพี่น้องเปาอินทร์ร่วมกับผู้ใหญ่ทองชั้นแจกของให้คนชรา

            ระหว่างทางปลอดโปร่ง  ถนนสี่เลนกำลังจะแล้วเสร็จ ถ้าปีหน้าฟ้าใหม่ได้มาอีกครั้ง ถนนสี่เลนน่าจะเสร็จสมบูรณ์ การท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่และน่านจะดีขึ้น ด้วยว่าใช้ถนนหนทางได้สะดวก  ปลอดภัย  ใช้เวลาน้อยลง  สองฟากทางเป็นป่าปลูกใหม่ มีไม้สักยืนพื้นเพราะว่าตั้งแต่อุตรดิตถ์จนถึงแพร่และน่านเป็นถิ่นกำเนิดไม้สัก  กรมป่าไม้จึงให้ปลูกป่าไม้สัก ที่สวนป่าไม้สักช่วงอุตรดิตถ์ ลุงดำเคยมาดูแลการปลูกป่าไม้สักเมื่อปีพ.ศ.2515 ต้นสักรอดตายเติบโตดี

              โตขนาดกำลังดี  ขะโมยไปขายได้แล้ว กองทัพมดเชิญ

             

                                          เสี่ยเกมอบของให้กับเทิดศักดิ์(แจ๊ก)สารผัด

            รถยนต์ปรับอากาศไม่ประจำทางบึ่งสุดชีวิต มุ่งหน้าไปยังเป้าหมายที่สาม บ้านพักกลางหุบเขา บ้านกิตตินันท์  ค่ำนิดๆก็เลี้ยวโค้งสุดท้ายเพื่อลงสะพานเข้าหมู่บ้าน มีกิ่งไม้และสายไฟฟ้าเกะกะเช่นที่เคยเป็น ชาวบ้านคอยใช้ไม้ไผ่ค้ำให้พ้นหลังคารถสองชั้น รถบัสจอดได้พอดีที่ริมสระน้ำกลางหมู่บ้าน ชาวบ้านมาช่วยกุลีกุจอขนสัมภาระของทุกคนลงไปรวมไว้ที่บ้านมูลนิธิเฮียะ  เปาอินทร์ อันเป็นที่ทำการดั้งเดิมซึ่งพี่ชายชื่อประชา เปาอินทร์ (ป.เปาอินทร์การช่าง) เป็นผู้ก่อสร้างให้ กลุ่มเสี่ยเกแยกกันจองห้องพัก เต็นท์ และบ้านคุณเหี่ยว

            

                                  เสาดินนาน้อย..ของแปลกสวยๆ

                กลุ่มเจ๊สิรีมี 9 ชีวิตไปรวมกันที่บ้านพักครูแหวว ตีนดอยในดงเปื๋อย(ดงตะแบก) ขนาดกำลังพอดีๆ มีระเบียงให้นั่งเล่นได้  ขัดข้องเรื่องห้องสุขานิดๆ  ปีหน้าแก้ไขใหม่แน่นอน ผู้ใหญ่บ้านชื่อทองชั้น ธิเขียว  รวมชาวบ้านมาคอยดูแลอย่างเต็มที่  ประธานกองทุนนักเรียนทุน เทิดศักดิ์ สารผัด (แจ๊ก) นั่งรถเข็นมารอต้อนรับ ทั้งชาวบ้านและนักเรียนล้วนดีใจที่ได้ต้อนรับคณะกรรมการมูลนิธิและคณะผู้มีจิตเมตตาต่อผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าคณะนี้เป็นพิเศษ  

             

             อาหารจัดวางไว้แบบบุ๊ปเฟ่ท์ ใต้ร่มดงสักหน้าบ้านมูลนิธิ เต็นท์ เก้าอี้ของหมู่บ้าน  หลังอาหารกลุ่มหนึ่งเลือกที่นอน อีกกลุ่มหนึ่งอยากร้องเพลงคาราโอเกะ   ได้รับความเอื้ออารีย์จากหัวหน้าประมวล โพธิ อีกเช่นเคย ให้หนู"โอ๊ง" พนักงานของหน่วยจัดการต้นน้ำห้วยสามสบ ยกคาราโอเกะมาสมทบ เพิ่มสีสันบรรยากาศได้อย่างดีเยี่ยม  มีนักร้องจาก กทม.ต่อคิวกันไม่ขาดระยะ  เรียกว่า คิวยาว

              

                                             ณ จุดเสาดินช่วง คอกเสือ

               ส่วนอีกกลุ่มที่ไม่นิยมร้องแต่นิยมเล่น(ไม่ขอบอกว่าเล่นอะไรกัน) ก็ตั้งกลุ่มกันอย่างมีความสุข ชาวบ้านกิตตินันท์รออำนวยความสะดวกทุกซอกทุกมุม เอี้ยวตัวนิดเดียวก็จะมาถามว่า อยากได้อะไร บริการกันชนิด ไม่หลับไม่นอน เป็นความประทับใจให้กับชาวคณะกรุงเทพมหานครเป็นอย่างมาก "ซึ้งใจจริงๆ" ส่วนเฮียตี๋จากเตาปูนบริการเฉพาะสุราเป็นระยะ หน้าที่เดียวที่ทำได้อย่างดีเยี่ยม แต่ปีนี้ฟิวขาด เสื้อแสงทอดทิ้งหมดหรือเปล่า

            

                                  ไปเที่ยวที่ไหนให้ใส่สีแดงสีส้มไว้ก่อน สวย

              คืนแรกท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บราวๆ 22 องศาเซลเซียส ไม่มีใครเข้านอนหลับทับสิทธิ์ ยืนร้องเพลงบ้าง เต้นกระแด่วกระแด่วกันบ้าง ได้ยินแต่เสียงเพลง  เสียงหัวเราะขำขัน ลูกเล็กเด็กแดงในหมู่บ้านแห่แหนออกมาร่วมเล่นด้วย เป็นความสุขสมที่หาได้ยากจากชาวกรุงเทพเมืองฟ้าอมร แต่ที่นี่บ้านป่าเมืองดอยมีให้ด้วยน้ำใจใสบริสุทธิ์ เสียงไก่ขันเมื่อเวลา ตีสองกว่าๆ ทำให้บรรดานักร้องและนักเล่น ขอจบเกมส์แต่เพียงนั้น บางคนทนหนาวได้ก็อาบน้ำ แต่อาบแห้งเยอะกว่า เว้นแต่คนที่เตรียมพร้อม  "อาบก่อนละโว๊ย"  รอบคอบดีจริงๆเฮีย

                                       ราตรีที่มีความสุขและสนุกสนาน

               ผู้หญิงนอนชั้นบนของตัวบ้าน  ผู้ชายรวมอายุแล้วกว่า 500 ปี นอนเรียงกันบนที่นอนแคบๆ ห่มผ้านวมจากน้ำใจชาวบ้าน ฟูกหนา 2 นิ้วยัดนุ่นของแท้ แต่กว้างแค่ "ศอกเดียว" พอดีตัว บรรดาเฮียที่เคยนอนที่นอนหนา 1 ศอก กว้างยังกับสนามฟุตบอล มาเจอที่นอนบ้านป่าเข้า หัวเราะชอบใจ "คนเราก็เท่านี้" กว้างศอก ยาวสี่ศอก เฮ้ยๆๆ ก็นอนได้ ใช่ม๊ะใช่ม๊ะ  เสียงเครื่องยนต์คำรามดังสนั่นลั่นทั้งเต็นท์และบ้านพัก  แต่ไม่มีใครยอมรับว่าเป็นตนเอง

              

                                หัวหน้าประมวล ร่วมแจมกับอาซ้อเฮียฮุย

                เช้าตรู่ เสียงไก่ป่าขานขันกันเพรียกไปทั้งหุบเขา พี่น้องชาวกรุงตื่นกันทีละคนๆ และชั่วพริบตาเดียวก็ออกมานั่งจิบกาแฟ และกินข้าวต้มท่ามกลางอากาศกำลังสบายๆ  น่าจะราวๆ 23 องศาเซลเซียส  บางคนออกไปเดินจนทั่วหมู่บ้าน บางคนเดินไปวัด  และบางคนตั้งวงกระชับวงล้อม เช้าตรู่วันนี้ มีรายการไปทอดผ้าป่าสามัคคี  บ่ายประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ  และออกไปท่องเที่ยวเสาดินนาน้อย ไปชมความแปลกที่เกิดจากธรรมชาติบันดาล

                                      เอ้า..เอาให้มัน  ทั้งร้องทั้งเต้น

            "แหม ถ้าไม่ได้มาละก้อเสียดายตายเลย" เสี่ยคนหนึ่งตะโกนบอกกล่าวเพื่อนร่วมเดินทาง  ขณะเดินชมความแปลกประหลาดของเสาดิน      

            "ถ่ายรูปหมู่กันหน่อย จะได้เอาไปลงในเว็บไซท์ ทองไทยแลนด์ดอทคอม (www.thongthailand.com) " มาสเตอร์เว็บชราตะโกนบอกกล่าว  

            "มันเป็นธรรมชาติ  เกิดมานานแสนนานแล้ว แต่จำกันไม่ได้ว่ากี่ปี  ที่เสาดินนาน้อยมีแหล่งท่องเที่ยว 2 จุดคือ เสาดิน ณ ที่ตรงนี้มีต้นไม้แปลกประหลาด ชื่อว่า ดิกเดียม นั่นหมายถึงว่า เป็นต้นไม้ที่ถ้าใช้ฝ่ามือลูบที่ลำต้น กิ่งปลายจะสั่นเหมือนจั๊กกะจี้ ดิกเดียมแปลว่า จั๊กกะจี้นั่นเอง " ผู้รู้ส่งเสียงบอกเล่าดังๆ  

            

                                         นักเรียนทุน อาซ้อเฮียพงษ์และอาเอ๋...ม่วนอ๊กม่วนใจ๋

            "ทำไมหนูลูบไม่เห็นเขาสั่นเลยค่ะ" หญิงหนึ่งตะโกนถาม ท่าทีงงๆ

            "ต้นดิกเดียมจะจั๊กกะจี้ต่อเมื่อผู้ชายเท่านั้นเป็นคนลูบ" มีเสียงร้อฮึบ่งบอกอาการสงสัย

            "ต้นดิกเดียมนี้ท่าขะเป็นต้นไม้ผู้หญิงมั้ง" 

                                                ท่านผู้ชมตรึม  บ้างก็หัวเราะจนงอหาย  งอหาย 

            หลังจากนั้นชาวคณะก็เดินลุยไปตามทางเดินนิ่มๆ บนดินทรายละเอียดๆ สองข้างทางเป็นป่าเต็งรังหรือป่าแพะ มีต้นไม้ป่าหลากหฟลายชนิด

            "ที่เรียกว่าป่าแพะคือดินมันเป็นก้อนเล็กๆคล้ายขี้แพะ"      

                                  แจกกันแล้ว..........เต้นกันตายแน่ๆ

            "ต้นไม้หลักของป่าแพะ ก็เช่นต้นรัง  ต้นเต็ง  ที่นิยมทำเสาไม้เต็งก็ด้วยมันแข็ง ปลวกมอดไม่กิน โน่นต้นรักที่ใช้ยางรักไปลงรักปิดทองไงครับ อะอะ อย่าไปจับต้นมัน คันนะครับ ต้นติ้วแต้วที่กินใบอ่อนสีแดงๆ แกล้มแหนมเนืองหรือน้ำพริกหนุ่มครับ ต้นไม้ทุกต้นเป็นยา  โน่นต้นยอป่า ก็เช่นกันกินแล้วแข็งแรง  แต่ต้นงิ้วป่าดอกแดงที่ชอบขึ้นตามริมห้วย ดอกกินกับน้ำเงี้ยวขนมจีน ส่วนยางของมันดองกินเป็นยาบำรุงกำหนัดครับ ถึงขนาดซ่านจนปีนต้นงิ้วเชียว"

             

                              นี่แหละ..ผลพวงของการร้องเพลงเป็น  โชว์เต็มที่เลยเฮียฮุยกับเฮียโต๊ะ

              "ป่านี้มีคุณค่าอนันต์" ผักตามดินเช่นยอดอ่อนต้นกระโดนกินกับน้ำพริกตาแดง ยอดมะกอกอ่อนก็แกล้มน้ำพริก ลูกมะกอกป่าตำใส่น้ำพริกชนิดไหนๆห็ช่วยให้น้ำพริกมีกลิ่นหอมชวนกิน  สัตว์ป่าจะเข้ามาเก็บผลไม้ป่ากินเป็นอาหาร ถ้าจะล่าเก้งสักตัวก็ต้องมานั่งเฝ้าต้นมะกอกป่า หรือต้นแคหางค่าง" ลุงดำขยายความไปเรื่อยๆ "อ้าวถึงแล้วครับ คอกเสือ"

             

                         จะจะ เลย  สามสาวร้องเพลงแบ๊กอัพ  แต่หนุ่มน้อยกำลังหลอกเด็ก..ให้เต้น

               คอกเสือเป็นปราการที่เหมือนฉากซีเนราม่า มีบันไดไต่ลงไปในคอกเสือได้แต่ไม่มีใครยอมลงไปก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันนิดหน่อย แล้วก็เดินกลับอีก 800 เมตร รวมเป็นว่าพวกเราเดินออกกำลังกายและสูดหายใจอากาศกลางป่า 1.6 กม. ขึ้นรถแล้วจึงเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุภูแจ้  อันเป็นพระธาตุเก่าแก่ของอำเภอนาน้อย  อยู่บนยอดเขาสูง 325 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง  ไหว้พระธาตุกันแล้วก็เดินทางกลับบ้านพัก เย็นย่ำสนธยาพอดี

                  เฮียกวยแจกแล้ว                             ทีมแบ๊กอัพพร้อม

               คืนที่สอง อากาศเหมือนว่าเย็นน้อยลง แท้ที่จริงยังคงออุณหภูมิเดิม แต่พวกเราเริ่มชาชินกับมันแล้ว คืนนี้กิจกรรมยังเหมือคืนก่อนเพียงแต่เปลี่ยนวงคาราโอเกะเท่านั้น  ชาวบ้าน นักเรียนทุน และกรรมการมูลนิธิประชุมตอนกลางคืนเกี่ยวกับการพัฒนา บ้านพักกลางหุบเขาให้เป็นที่พักแรมทางของคนทั่วๆไปได้มีโอกาสเข้ามาใช้บริการ  เพื่อให้เป็นรายได้จากทรัพย์สินที่มีอยู่แล้วแทนที่จะปล่อยทิ้งไว้ให้นกขี้รด  รายได้แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ เข้ากองทุนนักเรียนทุน เข้ากองทุนหมู่บ้าน และเป็นค่าบริหารจัดการของคนทำงาน รายละเอียดไปตกลงกันอีกครั้งตามความเหมาะสม

               การประชุมประกอบด้วยนายธงชัย เปาอินทร์ ผู้ใหญ่ทองชั้น ธิเขียว ประธานกองทุนนักเรียนทุนเทิดศักดิ์ สารผัด และชาวบ้าน เยาวชน บ้านกิตตินนท์ ผลสรุปว่า ให้ใช้อาคารบ้านพักของมูลนิธิ  บ้านคุณเหี่ยว บ้านครูแหวว ที่อยู่ในสภาพดีพอพักได้ได้เลย  ส่วนลานกางเต็นท์ให้ใช้ระหว่างบ้านมูลนิธิกับบ้านคุณเหี่ยว  และให้ปรับปรุงบ้านริมน้ำให้เป็นห้องนอน มีระเบียงดีอยู่แล้ว แต่ต้องใช้ไม้สลาบกั้นเป็นรั้วให้เป็นสัดส่วน ต่อก็อกน้ำไว้ที่ระเบียง 1 ก็อก  ให้ใช้สุขาของโรงเรียนที่กองทุนนักเรียนทุนได้ปรับปรุงแล้ว  ให้ใช้ห้องครัวเก่าดัดแปลงเป็นห้องอาบน้ำได้เลย 

                           มาดเชี่ยวแค่ไหน  โปรดพิจารณา สาวซ่าก็เจ๊บิ๊กไงเล่า

              คืนสุดท้ายได้ใจเลย เด็กๆ ชาวบ้าน ออกมาร่วมร้องเพลงและเต้นกันเป็นที่สนุกสนาน ไม่มีขีดขั้นระหว่างคนรวยกับคนจน ไม่มีคนกรุงเทพกับคนบ้านป่าเมืองดอย ไม่มีคนแก่หรือคนหนุ่ม หรือว่าเด็ก เพราะว่าดูจากพฤติกรรมแล้วจะเห็นว่า อยู่ในวัยใกล้เคียงกัน ส่วนบรรดาเสี่ยทั้งหลายก็ให้บริการด้วยการแจก..แจก...แจก... เสียสั่งลุย

              เสี่ยเก เสี่ยโต๊ะ เสี่ยกวย  เสี่ยฮุย เสี่ยพงษ์+ลูกสาว  เสี่ยยี  เสี่ยเล้ง  เสี่ยตั่ว.........ยาวเป็นวาแรกๆก็แจกขนม สักพักก็แจกเป็นเงินเล็กๆน้อยๆ ถามเด็กๆว่าได้คนละเท่าไร ส่ายหัวว่าไม่รู้ "แม่เก็บหมด"  ถามแม่ว่าได้กันคนละเท่าไร ลุงดำ(ธง)จะแบ่งเปอร์เซ็นต์ เท่านั้นก็หลบฉากกันเกลี้ยง "เงินข้าใครอย่าแตะ ฟ้ามาโปรดถึงบ้าน"

                         

                                                       มาม่า ลุยเลย

              ถามว่าแจกทำไม เสี่ยตอบตรงกันหมดว่า "ก็อยากจะแจก ผิดไหม" เมียเสี่ยไม่ด่าก็แล้วไปโว๊ย ส่วนเจ๊บิ๊กเมารีเจนซี่ได้ขนาด ก็ไล่หอมแก้มเขาไปหมด หอมเสร็จก็หัวเราะเหมือนคนเมาเหล้ายังไงก็ใช่ เจ๊แกก็สนุกของแกไปอีกแบบหนึ่ง  เฮียยีกับเจ้าบี๊กทำหน้าที่หลักเลย ร้องเพลงกล่อม  แต่มารู้ว่าแท้ที่จริงเมียเสี่ยพงกับเมียเสี่ยฮุย นักร้องตัวจริงมาเอง ทั้งร้องทั้งเต้น ส่วนเสี่ยกวยทั้งร้องทั้งเต้น และก็ทั้งแจก แจก

              กลุ่มเจ๊สิรีไปนอนบนขุนสถาน อยากเผชิญกับอากาศหนาวเหน็บบนที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,645 เมตร สาสมใจแน่ๆ    

            

                      เฮียพงษ์และครอบครัวจดจารฝากบุญที่วัดพระธาตุช่อแฮ จ.แพร่

              "งานนี้ ถ้าไม่มีทัศนีย์(นาย) ละก้อได้กินข้าวลิงแน่นอน ทุกครั้งก็ได้แม่งานการครัวอยู่ที่แม่บ้านเจ้านี้เป็นหลัก  ก่อนจะแก่ก็ควรจะถ่ายทอดวิชาให้กับคนรุ่นหลังต่อไปด้วย"

              ลุงธงเป็นห่วง กลัวอด  อย่างไรก็ตามหลังจากร่ำลากันแล้ว ก็เดินทางกลับกรุงเทพมหานคร แต่..ยัง..ยังไม่จบครับ  สมาชิกที่ยังไม่เคยมาเลยขอให้พาไปแวะจังหวัดน่านเสียหน่อย อยากไหว้พระ(เรื่องเล่าในท่องไปในแดนธรรม ตอนต่อไปครับ)

             

                           คนรวยกำลังขอพรให้รวย ขอให้รวย อีกพันล้านหรือไงเฮีย

               การเดินทางไปประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเฮียะ เปาอินทร์ และการทอดผ้าป่าสามัคคีสำเร็จได้ด้วยดีก็ด้วยความมีน้ำใจไมตรีของเสี่ยโกเมศร์ เสี่ยตั่ว เสี่ยพงษ์ เสี่ยกวย เสี่ยยี เสี่ยโต๊ะ เสี่ยเล้ง เสี่ยฮุย อาซ้อ อาอี๊ อาม่า และอาเจ๊ทั้งหลาย  และขอขอบพระคุณกลุ่มของพี่สิรีทุกคน  ชาวบ้านกิตตินันท์กราบขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ และหากจะเมตตามาพักปีละครั้งได้ก็จะเป็นพระคุณยิ่ง ยินดีต้อนรับด้วยใจของทุกคน 

               ปีหน้าไม่ต้องแจกเงินนะ แต่ช่วยแจกทองก็แล้วกันเน้อ 

               ปีหน้าอยากให้แต่งชุดเจ้าหญิง  นั่งกินแบบขันโตกดินเนอร์  ท่ามกลางกลิ่นไออากาศหนาว ที่สนามกลางหน้าโรงเรียน ขับกล่อมด้วยเพลงพื้นเมือง สล้อซอซึง สนุกกับการร่วมฟ้อนแหง้นกับลีลาสวยๆ กับช่างซอเมืองน่าน

                                 

                                             ตัวอย่างงานเลี้ยงปีหน้า

               บันทึกภาพเก็บไว้เป็นอนุสรณ์อัลบัมละครอบครัว รับเพียง 45-50 ที่นั่ง 3 วัน 2 คืน อาหาร 9 มื้อเช่นเคย ปิ้งๆ

Tags : คืนสู่สังคม ท่องเที่ยวทั่วถิ่นไทย

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 5,000 บาท

ฝ่ายการตลาด จิราภรณ์ ขจรศักดิ์สุเมธ "เจี๊ยบ" 086-669-6018 

E-mail: jeabaod@gmail.com 

 
view