http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 30/06/2022
สถิติผู้เข้าชม12,594,015
Page Views14,790,213
« July 2022»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

”สุรบถ หลีกภัย” กับมุมมอง”เหลือง-แดง”ขอร่วมขบวน”อุ้มทักษิณ”กลับไทยโดยภาวิณีย์ เจริญยิ่ง เรื่อง/ภาพ

   ”สุรบถ หลีกภัย” กับมุมมอง”เหลือง-แดง”ขอร่วมขบวน”อุ้มทักษิณ”กลับไทยโดยภาวิณีย์ เจริญยิ่ง   เรื่อง/ภาพ

 

                                     ”สุรบถ หลีกภัย”

                                กับมุมมอง”เหลือง-แดง”

                        ขอร่วมขบวน”อุ้มทักษิณ”กลับไทย

โดยภาวิณีย์ เจริญยิ่ง                            

    เคยเจอน้องปลื้ม”สุรบถ หลีกภัย” ตั้งแต่อายุไม่กี่ขวบ ไม่ได้เป็นเด็กช่างพูดช่างคุยอะไรมากนัก บัดนี้เขาเติบโตเป็นหนุ่มวัย 23 ปี หน้าตาหล่อเหลา เรียนจบคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองการปกครองมหาวิทยาลัยรามคำแหง แถมมีตำแหน่งเป็นถึงรองโฆษกกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งทำงานในเก้าอี้นี้มาเกือบครึ่งปีแล้ว และยังทำกิจกรรมอีกหลายอย่างที่น่าสนใจมากทีเดียว

 ล่าสุดที่เจ้าตัวภูมิใจนำเสนอคือ การทำทีวีออนไลน์ที่เขาลงทุนเป็นพิธีกรและครีเอทีฟเอง โดยทำร่วมกับกลุ่มเพื่อนอีก 4-5 คน ในส่วนของพิธีกรหญิงนั้น ช่วงแรกนี้เป็นม.ร.ว.หญิงแม้นมาส ยุคล

  “เราอยากมาทำกระแสทีวีออนไลน์ครับเพราะมันกำลังมาแรงแล้วก็น่าสนใจ”

 ในวันที่สนทนากันนั้น เป็นวันที่น้องปลื้มมารับประทานอาหารกลางวันที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์  กับคุณพ่อ “ชวน หลีกภัย” ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และคุณแม่ “ภักดิพร สุจริตกุล” หรือคุณปุ้ย

 ช่วงที่คุยกันอย่างออกรสบางครั้งปลื้มก็ใช้ชื่อแทนตัวเอง บางครั้งก็ใช้คำว่า”ผม” แต่ไม่ว่าจะถามอะไรเขาตอบได้อย่างฉะฉาน และเชื่อว่าบางคำตอบคงทำให้ใครบางคนนึกไม่ถึงว่าคนรุ่นใหม่แบบเขาจะคิดได้และกล้าตอบตรงไปตรงมาเช่นนี้

 ก่อนอื่นคงต้องเริ่มต้นจากเรื่องทีวีออนไลน์ ที่เจ้าตัวกำลังอินสุดๆ

 หนุ่มปลื้มเล่าว่า มาทำทีวีออนไลน์ได้ไม่นาน โดยเพิ่งนำเสนอเป็นตอนแรก ผ่านทางยูทูป ใช้ชื่อรายการ “vrzo”  ถ้าแปลง่าย ๆ แปลว่าพวกเราเยอะเลยมาเป็นคอนเซ็ปต์ของรายการ  นอกจากนี้ยังใช้เป็นแบรนด์เสื้อยืดและผลิตภัณฑ์อื่นๆที่จะวางขายในเร็วๆนี้อีกด้วย เป็นรายการขอสัมภาษณ์คนดูดี 100 คน แต่คนดูดีในที่นี้ไม่ใช่จะถามเฉพาะแต่คนที่หล่อที่สวยเท่านั้น จะถามคนที่มีบุคคลิกดีแล้วจะขอความคิดเห็นใน 1 หัวข้อ  ซึ่งในแต่ละตอนจะเลือกหัวข้อที่วัยรุ่นสนใจ

            “ตอนแรกที่ทำลงอินเตอร์เน็ตไปอาจจะแรงหน่อย ใช้ชื่อหัวข้อรูปลับ มาจากปัญหาที่กำลังพยายามรณรงค์กันว่าอย่าถ่ายรูปกับแฟนเรา เพราะจะมีปัญหาเรื่องรูปหลุด โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่นชอบถ่ายรูปกับแฟนแล้วรูปหลุดลงอินเตอร์เน็ต เลยรู้สึกว่าอยากจะทำไกด์ออกมาว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไรทำไมถึงถ่ายรูปลับ  เราก็ไปสัมภาษณ์คุณผู้หญิง 100 คน ว่าถ้าแฟนขอถ่ายจริง ๆ จะให้ถ่ายไหม แล้วเอาผลโหวตมารวมกันว่ามีกี่คนที่ให้ถ่ายกี่คนที่ไม่ให้ถ่าย ผลโหวตบออกมา 29 : 71  คือ 71 คนไม่ให้ถ่าย แปลว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการถ่ายรูปเราก็เอามาเป็นไกด์ให้กับเด็กได้ว่ามันไม่ดี คนส่วนใหญ่ไม่ถ่ายกัน”

 แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับปัญหาของวัยรุ่นยุคนี้ แต่”ปลื้ม”ย้ำว่า “ไม่ได้ทำออกมาซีเรียสเหมือนเป็นโพลโหวต เป็นรายการดูสบาย ๆ ดูความคิดเห็นคนอื่นด้วยแล้วก็เป็นตลกด้วย  คือพยายามใส่อะไรให้เด็กเขาสนใจ   ตอนนี้กำลังถ่ายตอน 2 กับตอน 3 คาดว่าจะฉายลงยูทูปได้เร็วๆนี้”

  ความที่เนื้อหารายการมีอะไรที่น่าสนใจและมีความแปลกใหม่ ดังนั้นแม้จะเพิ่งออกฉายได้ไม่นาน ปรากฏว่าช่วงแค่  2 สัปดาห์มีผู้เข้าชมมากถึง 80,000 กว่าคนแล้ว โดยมีแบรนด์เถ้าแก่น้อย กับเอ็มเคสุกี้ เป็นสปอนเซ่อร์รายใหญ่

 ปลื้มบอกว่าทีวีออนไลน์มีจุดเด่นตรงที่เปิดซ้ำได้อีก แตกต่างจากทีวีทั่วไปที่ฉายได้ครั้งเดียว

 “ถ้าคนสนใจก็เข้าไปดูในเว็บแฟนเพจ ในเฟซบุคชื่อ“vrzoclub งานที่ทำตอนนี้เราอยากเป็นไกด์ให้กับเด็ก เพราะเวลาผมและทีมงานเล่นอินเตอร์เน็ตจะเห็นพวกเว็บบอร์ดที่ชอบตั้งหัวข้อคาใจเด็ก สมมติผมทำเรื่องรูปลับก็จะมีเด็กมาตั้งเป็นหัวข้อในกระทู้ในเว็บบอร์ดว่า  แฟนขอถ่ายรูปลับ จะให้ถ่ายดีไหม  ผมรู้สึกว่าคนที่มาตอบสักแต่ตอบ  บางอันก็ไม่ควรที่จะตอบเด็ก บางคำตอบคนอื่นมาอ่านก็ไม่ใช่คำตอบที่ดี ผมเลยรู้สึกว่ามันไม่ใช่ พอเด็กอ่านเด็กจะเกิดอาการที่เรียกว่าเชื่อทั้ง ๆ ที่คนที่มาตอบเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วเชื่อได้มากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้  เราเลยอยากเป็นไกด์ให้กับเด็กว่าอันนี้คนส่วนใหญ่คิดกันอย่างนี้ คนตอบหน้าตาอย่างนี้”              

 กับคำถามที่ว่า ได้ปรึกษาหารือคุณพ่อเกี่ยวกับการทำ           ทีวีออนไลน์หรือเปล่า “ปลื้ม”แจงว่า “คุณพ่อก็บอกว่าดี แต่ไม่ได้ขอคำแนะนำอะไร การขอคำแนะนำจากคุณพ่อส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิตเรื่องของการเมืองแบบนั้นมากกว่า”

 ปลื้มสาธยายสิ่งที่ได้จากผู้เป็นพ่อว่า   “ส่วนใหญ่ปลื้มได้รับคำแนะนำดี ๆ จากคุณพ่อมาตั้งแต่เด็กไปจนหมดแล้ว ชีวิตทุกวันนี้เป็นการนำเอาคำสอนของคุณพ่อนำมาใช้ ไม่ใช่เวลาจะทำอะไรแล้วต้องไปคอยมาถามคุณพ่อ  เพราะคุณพ่อจะไม่ใช่คนที่สอนว่าถ้าเดินหมากตัวนี้แล้วต้องไปทำอย่างนี้ ต้องถอน ต้องบุก ต้องไปถามคนนี้ คุณพ่อไม่ใช่คนที่สอนอะไรแบบนั้น  จะสอนหลักคุณธรรม หลักของสิ่งที่มนุษย์เราควรทำ หลักของสิ่งที่คนไทยควรจะทำ เมื่อเราฟังแล้วนำมาประยุกต์ก็สามารถนำไปใช้กับทุกอย่างได้ นอกจากนี้คุณพ่อยังบอกว่าชีวิตเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้  ไม่ใช่เรียนในห้องเรียน ต้องเรียนรู้ทุกอย่างรอบๆ ตัวเรา และต้องศึกษาเรื่องต่างๆให้รู้อย่างถ่องแท้”

 ทุกวันนี้แม้คุณพ่อ”ชวน หลีกภัย” จะไม่ได้มีตำแหน่งบริหารกิจการบ้านเมือง แต่บารมีของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ก็ยังมีอยู่ ซึ่งลูกชายอย่าง”ปลื้ม” ก็รู้ดีว่ามีบางคนต้องการใช้ประโยชน์ตรงนี้

 “คนรอบตัวคุณพ่อก็มีอยู่หลายคนที่ปลื้มพยายามกันออก ที่ไม่อยากให้มายุ่ง ดูแล้วนักการเมืองมีหลายรูปแบบหรืออาจจะไม่ใช่นักการเมืองแต่อาจจะเป็นนักธุรกิจก็ได้ แต่ถ้าเกิดเขามาอยู่ใกล้กับเรามาก ๆ แล้วเขามาหาผลประโยชน์อย่างชัดเจนเราก็ไม่ควรยุ่งกับเขา  ปลื้มก็พยายามดู ๆ คนรอบตัวคุณพ่อครับก็มีอยู่หลายคนที่ปลื้มรู้สึกว่าจะทำให้ทั้งตัวพรรคและตัวคุณพ่อเองเสียหาย” 

 “อันนี้มันคือโลกของการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนักธุรกิจที่เข้ามาหวังจะเป็นน้ำเลี้ยงหวังจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไร บางครั้งเขาอาจจะค้าไม้เถื่อนก็ได้ เขาอาจจะทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อคุณพ่อปลื้มคือยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าเวลาเราจะดูอะไรเราต้องดูที่จุดหลักของคนนั้น อย่างถ้าจะดูนายชวน หลีกภัย คุณต้องดูจุดหลักของนายชวน หลีกภัยว่าเขาทำอะไรบ้าง  เขาเป็นอย่างไร เขานิสัยอย่างไร จะมาดูคนรอบตัวเขาอย่างเดียวก็ไม่ถูก”

 ปลื้มพูดถึงนิสัยการทำงานของตัวเองว่า “จะทำอะไรแบบให้ถึงที่สุด ไม่ใช่คนเหลาะแหละ เช่นผมจะทำทีวีออน์ไลน์ผมก็ต้องทำให้มันดี ต้องให้มันถึงที่สุด ตอนเด็ก ๆ ผมอยากเป็นสัตวแพทย์ผมก็ศึกษาสัตว์ทุกอย่างให้ถ่องแท้ ดังนั้นถ้าถามว่าปลื้มอยากทำอะไรปลื้มอยากทำเยอะมาก ตั้งแต่เป็นนักการเมืองจนถึงธุรกิจหรืออะไรก็ตาม แต่ปลื้มเป็นคนชอบศึกษางาน  เหมือนช่วงหนึ่งปลื้มชอบเรื่องไร่น่าก็ไปนอนค้างบ้านเพื่อนที่เป็นชาวนาไปอยู่กับเขาเป็นเดือน ไปอยู่กับเขา นอนกับเขา ตื่นพร้อมเขา ศึกษาว่าเขาดำนา ใช้ควาย จูงควายกันอย่างไร”

 ในฐานะเป็นรองโฆษกพระทรวงวัฒนธรรม ปลื้มบอกว่า “อยากเปลี่ยนค่านิยมที่คนมองกระทรวงวัฒนธรรมว่าเป็นไดโนเสาร์เต่าล้านปีล้าสมัย  ผมอยากให้เป็นอะไรที่ร่วมสมัย  ผมได้รับความเมตตาจากท่านรัฐมนตรี นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ท่านรับฟังความคิดเห็นของผม  การที่ผมอยากมาอยู่ที่กระทรวงนี้เพราะรู้สึกว่าประเทศของเรามีปัญหาเรื่องค่านิยม  เรามักจะรับค่านิยมมาจากประเทศอื่นเยอะเกินไป รับมาได้ถ้าเป็นเรื่องที่ดี”

  “อย่างตอนนี้เด็กวัยรุ่นบ้าเกาหลีกันมาก อะไรก็เกาหลี ๆ เราเห็นผู้ชายหน้าเกาหลีมา…คนนี้หล่อ เราเห็นผู้ชายหน้าไทยมา คนนี้…อี้ ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควร  เหมือนอย่างผมทำทรงผมอย่างนี้มาเป็น 10 ปีแล้ว ผมแสกข้างมาเป็น 10 ปีแล้วพอผมออกข่าวกลายเป็นว่าปลื้มทำผมเกาหลี นี่คือปัญหา เรารับของเขามาเยอะไป จนมองว่าอะไรรอบๆ ตัวเรากลายเป็นเกาหลี ๆ ๆ ๆ”

  “ผมเลยมองว่าเราควรจะมีค่าความเจ๋งของเรา  เหมือนคนไทยเรามีของเจ๋ง ๆ เยอะ ซุบที่อร่อยที่สุดในโลกก็อยู่ในไทยเรา คือต้มยำกุ้ง  ศิลปะป้องกันตัวที่ใช้ได้จริงและดีที่สุดในโลกก็คือมวยไทย ประเทศเรามีของดีสุดยอดในโลกอยู่ในไทยเราเยอะมาก  ความพรีเมี่ยมของเรามีเยอะและเจ๋งมากอยู่แล้ว แต่เราไม่ค่อยสนใจกันเอง” 

            “ผมอยากเปลี่ยนค่านิยมอันนี้  แต่ไม่ใช่ว่าผมมาอยู่กระทรวงวัฒนธรรม ผมจะต้องทำทุกอย่างให้ไทยจ๋า ไม่ครับ เราต้องทำให้ร่วมสมัย เพราะเราอยู่ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมกันหมดด้วยอินเตอร์เน็ต”

 การเลือกมาอยู่กระทรวงวัฒนธรรมนั้น ปลื้มยืนยันว่า เป็นความต้องการของตัวเอง 

  “เหมือนเป็นความโชคดีของปลื้มที่เป็นลูกคุณพ่อ เลยมีโอกาสได้มาทำงานในสิ่งที่ผมคิดว่าอยากจะเข้ามาทำอะไรบ้าง  ส่วนที่ใครวิจารณ์ว่าใช้เส้นนั้น ผมไม่ซีเรียสเพราะผมอยากมาทำเองและค่อนข้างมั่นใจว่ามันน่าจะมีประโยชน์ต่อสังคมบ้างไม่มากก็น้อย  ไม่ใช่ว่าผมเข้ามาแล้วไม่มีประโยชน์อะไรเลย”

 หลายคนอาจจะมองว่าการเข้ามาทำงานการเมือง ในฐานะที่มีคุณพ่อที่มีประสบการณ์การเมืองมาอย่างยาวนานและเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คงจะแนะนำอะไรบ้าง ประเด็นนี้”ปลื้ม”ตอบชัดถ้อยชัดคำ “คุณพ่อไม่ได้บอกว่าถ้ามานั่งในตำแหน่งนี้แล้วต้องทำอะไรเพราะคุณพ่อสอนสอนในหลักการในสิ่งที่คนในสังคมควรจะเป็น คือการเป็นคนดี  การมีหลักคุณธรรม คุณพ่อสอนว่าถ้าเราอยู่ใน 3 ข้อได้ทุกอย่างจะดีหมด คือ 1.อยู่ภายใต้กฎหมาย 2.มีหลักคุณธรรม 3.ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร  หากมี 3 ข้อนี้ทุกอย่างเราสามารถแปรมาใช้หมด”

 เหลือไม่กี่เดือนก็จะมีการเลือกตั้งใหญ่ มีการวิเคราะห์กันว่าทายาทของนายชวนคนนี้ อาจจะลงเล่นการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์ อย่างไรก็ตามเจ้าตัวยังไม่ฟันธง ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้

 “ขอดูไปก่อน เอาเป็นว่าการเมืองเป็นความถนัดอย่างหนึ่งของผม ดูเหมือนว่าผมกลายเป็นคนที่ถนัดการเมืองไปโดยปริยาย เพราะสมัยผมเป็นเด็กไม่ได้ดูการ์ตูน ต้องดูข่าวกับคุณพ่อ  เลยทำให้ผมมีความถนัดด้านนี้ไปด้วย  ผมอาจจะไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้  ไม่แน่ และทุกอย่างที่ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่ว่าผมจะเห็นด้วยหมด บางครั้งก็มีความเห็นไม่ตรงกับสิ่งที่พรรคทำ
เช่นการเอาคนที่มีส่วนพัวพันสำคัญกรณีสปก4-01ทำให้คุณพ่อต้องยุบสภาในสมัยนั้นมาเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี”

“ ขณะที่บางอย่างพรรคตรงกันข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์ทำผมก็เห็นด้วย อย่างไรก็ตามตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ ต้องดูอนาคต  การเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อน  อยากจะดูไปเรื่อย ๆ และผมเป็นคนที่ทำอะไรทุกอย่างต้องดี”

  การคุยกับ”ปลื้ม” ในเรื่องการเมืองนั้น ดูเหมือนเจ้าตัวจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ และจะตอบคำถามที่ทำให้เห็นว่าหนุ่มคนนี้มีมุมมองทางการเมืองดีทีเดียว โดยเฉพาะประเด็นที่ถามว่าคิดอย่างไรกรณีคนไทยแบ่งแยกเป็นสี

  “มีคนเคยถามผมว่าเป็นพวกเสื้อเหลืองใช่ไหม ผมก็บอกเขาว่าผมไม่ได้คลั่งการเมืองขนาดนั้น  ผมเรียนรู้การเมืองและพยายามบอกคนอื่นว่าการเมืองควรจะเป็นอย่างไรแต่ผมไม่ใช่คนที่จะมาสนับสนุนว่าฝ่ายโน้นถูกฝ่ายนี้ผิด ไม่ใช่ครับ ถ้าว่ากันตรง ๆ ผมก็มีเพื่อนที่เป็นทั้งเสื้อเหลืองและเป็นทั้งเสื้อแดง ซึ่งไม่ใช่คนที่มีความคิดเห็นเฉย ๆ เป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสองเสื้ออย่างชัดเจน” 

 “ผมไม่อยากจะบอกว่าผมเป็นกลางเพราะมีคนเอาไปพูดกันบ่อยว่าเป็นกลาง ๆ แต่ผมเห็นว่าไม่เห็นมีใครเป็นกลางสักคน ผมเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลเป็นของตนเองและเป็นเหตุผลที่ดีด้วย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดงเสื้ออะไรก็ตามแต่ ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลที่ดีมาก ๆ และทั้งสองฝ่ายก็ต้องการสิ่งที่เรียกว่าการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งสองฝ่ายควรจะนำเหตุผลที่ดีมาก ๆ ของตัวเองมารวมกันตรงกลางและฟังเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยของทั้งสองฝั่ง เอามาฟังและถอยกันคนละก้าวแล้วดันกลับมาคนละคืบให้มันกลายเป็นสีส้มดีกว่า เอาแดงกับเหลืองมารวมกันให้มันกลายเป็นสีส้ม 

 “ผมรู้สึกว่าเรื่องการเมืองเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก สมมติว่ามีคนหนึ่งของสีนี้ทำเรื่องไม่ดี สีนั้นก็จะกลายเป็นเสีย  ฉะนั้นเราต้องมองอุดมการณ์รวมก่อน การจะดูเสื้อเหลืองเสื้อแดงก็ต้องดูว่าเขาเคลื่อนไหวเพื่ออะไร เราจะมาดูว่าแกนนำคนโน้นพูดอย่างอย่างนี้อย่างนั้นก็เป็นไม่ถูก  ผมเลยบอกว่าทั้งสองฝ่ายมีการเคลื่อนไหวที่มีเหตุผลดีอยู่แล้ว แต่ว่าต้องปรับความเข้าใจเข้าหากัน และทั้งสองฝ่ายต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ถ้าทำทั้ง 2 อย่างนี้ได้ไม่ว่าสีอะไรก็ดีหมดแหละครับ”

 

 ในอนาคตถ้ามีโอกาสอยู่ในส่วนของการเมืองอยากจะทำอะไรบ้าง เพื่อให้การเมืองไทยดีขึ้น

  รองโฆษกกระทรวงวัฒนธรรมวัย 23 ปีตอบทันที  “สิ่งที่ผมอยากจะเปลี่ยนมี 2 อย่าง คือ1. ภาพลักษณ์ของนักการเมือง 2.ตัวของประชาชนเอง  คุณพ่อบอกอยู่เสมอว่าถ้าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย อยู่ในหลักคุณธรรมและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครทุกอย่างจะดีหมด ฉะนั้นผมเลยคิดว่าถ้าทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายนี่ทุกอย่างจะดี นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เก่งสุด ๆ แต่ต้องเป็นคนที่ให้ได้รับการยอมรับจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนในเขตของตัวเอง แต่ตอนนี้ปัญหามันอยู่ที่ค่านิยมของนักการเมืองมันเปลี่ยนไป” 

 “เดี๋ยวนี้พูดถึงคำว่านักการเมือง ทุกคนทำหน้าเบ้ เพราะมองว่านักการเมือง ไอ้นี่ปลิ้นปล้อน ไอ้นี่ขี้โกหก ไอ้นี่ทุจริต ไม่กินน้อยก็กินมาก ทุกคนจะมองอย่างนี้ ผมเลยอยากเปลี่ยนอันนี้ก่อน ถ้าเปลี่ยนอันนี้ได้ทุกอย่างจะได้รับความร่วมมือมากขึ้น  แต่การจะเปลี่ยนยากมากเพราะว่านักการเมืองน้ำเน่ามีเยอะมาก  ทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเสียเยอะมาก และนักการเมืองดี ๆ ก็มีน้อยมาก  ผมเชื่อว่านักการเมืองดี ๆ เคยมีเยอะมากแต่มันเสียไปเพราะอะไร  เสียไปเพราะนักการเมืองชั่ว ถ้าจะให้นักการเมืองยุคนี้ดีผมมองว่าต้องใช้เวลามาก และเราต้องพยายามดันคนดีกลับมา ผมเชื่อว่านักการเมืองหลาย ๆ ท่านเคยเป็นคนดีและยังเป็นคนดีอยู่ แต่ทำไมไม่สามารถแสดงความดีของตนเองได้เพราะโดนกดดันจากนักการเมืองชั่ว  ซึ่งนักการเมืองชั่วส่วนใหญ่มักมีอำนาจ”

 ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสพบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยากจะพูดคุยอะไรกับอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้บ้าง ปลื้มตอบอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ในบางประโยคต้องบอกว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

 “ ปลื้มเป็นแค่ผู้น้อยคนหนึ่งคงไม่สามารถแสดงความคิดเห็นของคนทั้งประเทศได้ว่าคำพูดอะไรจะเหมาะสมที่จะไปพูดกับท่านอดีตนายกฯ
 แต่หากปลื้มสามารถได้พูดกับอดีตนายกทักษิณปลื้มก็อยากจะพูดอยากจะฝากกราบเรียนท่านอดีตนายกทักษิณว่าอยากให้ท่านกลับมาอยู่เมืองไทยเพราะท่านเป็นคนไทยท่านก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ประเทศไทยได้"
 “ปลื้มคิดว่าประเทศไทย-ประชาชนคนไทย ได้รับความบอบช้ำมากเกินพอแล้ว เราก็พบกันครึ่งทางก็ได้ คนไทยเป็นคนใจดี ประเทศเราต้องการความสามัคคี คนไทยต้องการอยู่กันอย่างสงบ มีเวลาทำมาหากิน เราจะมาแบ่งพรรคแบ่งพวกในเวลานี้กันไปทำไม? ทุกคนทุกฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตนเองที่คิดว่าถูกต้อง”
 “ การปรองดองจะมีความหมายอะไร ถ้าปรองดองเพียงแค่ลมปาก
 ไม่มีอะไรเป็นรูปประธรรม เมื่อไม่มีใครเริ่มก้าวขึ้นบันไดขั้นแรก
 แล้วเราจะถึงข้างบนได้อย่างไร? การปฎิวัติความผิดถึงขั้นโทษประหารแต่ทุกคนก็ยังสบายดีอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง
  ถ้าการให้อดีตนายกฯทักษิณกลับมาอยู่ในประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของท่านแล้วทำให้ประเทศไทยเราสุขสงบ ประชาชนมีความสุข ปลื้มก็คิดว่าคนที่มีอำนาจตอนนี้ก็ต้องถอยกันคนละก้าว
  การแพ้ชนะไม่ใช่เรื่องสำคัญตอนนี้  สำคัญว่าประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของเราจะต้องไม่มีการฆ่าฟัน  มีการตายอีกต่อไป ไม่ว่าฝ่ายไหนล้วนเป็นคนที่รักบ้านเมืองกันทั้งนั้น
  คนยุคนี้ทำอะไรไว้ แต่คนรุ่นต่อไปจะต้องมารับกรรมจากผลพวง
 มันไม่ยุติธรรมต่อคนทั้งแผ่นดิน”
 อย่างที่เกริ่นไว้แต่ต้นหนุ่มปลื้มทำกิจกรรมน่าสนใจหลายอย่าง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้เขาได้ร่วมกับนิสิตจุฬาฯเล่นละครเวทีเรื่อง  “ในกรณีที่รัก” ซึ่งจะเล่นที่ทองหล่อซอย 10 เป็นละครเกี่ยวกับความรักของวัยรุ่นในแต่ละกรณี

 “ผมเล่นเป็นเด็กเป๋อ ๆ เป็นเด็กเรียนหนังสือแค่ขี้อาย จะเล่นรับวันวาเลนไทน์ เพื่อจะเป็นข้อเสนอแนะให้วัยรุ่นว่าความรักมันไม่ใช่ทุกสิ่ง ความรักมีหลายรูปแบบ เราควรจะใช้ความรักให้ถูกรูปแบบและไม่ให้มันเกินไป นี่คือสิ่งที่ละครเราอยากจะเสนอ”

 ทีนี้มาถึงเรื่องที่หนุ่มปลื้มไปเป็นอาสาสมัครปอเต็กตึ้งมาได้2ปีแล้ว ขาเถ่ายทอดประสบการณ์นี้ให้ฟังว่า “ผมไม่ได้รู้สึกอะไรไม่กลัวตั้งแต่เก็บศพแรกนี่ก็ทำมา 2 ปีแล้ว ผมเป็นคนไม่กลัวเลือด ไม่กลัวศพ ไม่กลัวเครื่องใน  ผมรู้สึกสงสาร ผมสงสารเพราะคนอื่นกลัว ผมไม่ชอบท่าทางเวลามีคนมามุงดูแล้วทำท่ารังเกียจ ผมรู้สึกว่าทำไมต้องรังเกียจในเมื่อคนๆนี้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาทีเขาเป็นคนอยู่เขายังมีชีวิตอยู่ เขายังไม่ใช่ซากก้อนเนื้อ ผมรู้สึกว่าการที่เราจะไปรังเกียจเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควรเพราะเขาก็ยังมีคนรักอยู่ ยังมีภรรยามีลูกมีคนที่เป็นห่วง เวลาผมทำงานผมอยากจะรวบรวมทุกอย่างที่เป็นเขากลับมารวบรวมไปส่งให้ครอบครัวของเขาเพื่อให้ครอบครัวของเขาได้เห็นเขาอีกครั้งหนึ่ง”

 “ผมจะรู้สึกมากในกรณีที่คนที่ตายด้วยอุบัติเหตุ มันจะเป็นเครื่องเตือนใจอย่างดีว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อและเราจะตายได้โดยไม่รู้ตัวเพราะฉะนั้นเราจะต้องอยู่ในความไม่ประมาท  ผมเก็บศพมาเยอะครับ ส่วนใหญ่ผมจะเก็บแถวบ้าน ผมไม่ได้ไปทำทุกวันเอาเฉพาะวันที่ว่าง หรือวันที่บังเอิญผมอยู่แถวนั้นแล้วเขาแจ้งมาว่ามีศพผมก็จะไป”

  แล้วก็มาถึงคำถามที่สาวๆอยากรู้ว่าหนุ่มหล่อลูกนักการเมืองผู้นี้ มีหวานใจหรือยัง

 “ผมไม่รีบจะมีแฟนครับ ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ผมชอบคนดี ผมเชื่อว่าการที่เราอยู่กับคนดีนี่เราไม่เสียใจและไม่เป็นทุกข์แน่นอนเพราะว่าเขาเป็นคนดี เขาก็จะทำดีกับรอบ ๆ ตัวเขาและเขาทำดีกับเรา ซึ่งคิดว่าจะมีผู้หญิงแบบนี้อยู่แต่ ณ วันนี้ผมยังไม่มีใคร”

 นี่แสดงว่าสาวๆที่แอบชอบหนุ่มปลื้มยังมีหวัง และทั้งหมดนี้คงทำให้เห็นกันแล้วว่าในเส้นทางการเมืองของ”สุรบถ หลีกภัย” นั้น น่าจะเป็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นนัก

 

 

 

 

Tags : ภาวิณีย์เจริญยิ่ง เที่ยวทำกิน(นานา..อาชีพ..น่ารู้) ทองไทยแลนด์

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

บรรณาธิการ  จำลอง บุญสอง

บรรณาธิการภาพ  ชัยวัฒน์ เดชพุ่มพวง

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง ติ่ง พงษ์ไทย

 
view