http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 30/06/2022
สถิติผู้เข้าชม12,593,884
Page Views14,790,080
« July 2022»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

เข็มมุ่งประชาธิปไตยตอน 3. อะไรนำมาซึ่งความขัดแย้งในชาติ โดย

เข็มมุ่งประชาธิปไตยตอน 3. อะไรนำมาซึ่งความขัดแย้งในชาติ  โดย

เข็มมุ่งประชาธิปไตยตอน3.

อะไรนำมาซึ่งความขัดแย้งในชาติ

โดย นิรกาย

                ความขัดแย้งในชาติเกิดจากการปกครองแบบเผด็จการเป็นเงื่อนไข ด้วยเพราะการปกครองแบบเผด็จการเปิดโอกาสให้คนส่วนน้อยผู้ถืออำนาจใช้อำนาจอธิปไตยไปแสวงหาความร่ำรวยบนความยากจนของราษฎร เอื้อประโยชน์ต่อทุนผูกขาดให้หาประโยชน์บนหยาดเหงื่อแรงงานของกรรมกร จนส่งผลทำให้ทำให้ผู้ปกครองและนายทุนผูกขาดผู้สนับสนุน “รวยล้นฟ้า” เป็นปฏิภาคกับผู้ถูกปกครอง ซึ่งเป็นกรรมกร “จนติดดิน” ท้ายสุดก็นำมาสู่ความขัดแย้ง (Conflict of Interest) ระหว่าง “ผู้ปกครอง” กับ “ผู้ถูกปกครอง”

                ในท้ายที่สุดความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครองนั้นเองที่ไป “กดดัน” ให้ผู้ปกครองต่างชนชั้นต้องต่อสู้กันเอง ในรูปเหลือง-แดง โดยทั้งคู่ต่างระดมมวลชนมาเป็น “กำลังรบ” ให้ จนประชาชนบาดเจ็บล้มตายไปข้างละหลายๆคน

                นอกจากการปกครองแบบเผด็จการจะเป็นเงื่อนไขหลักของความขัดแย้งในชาติแล้ว การจัดฟังค์ชั่นทางการเมือง  อย่าง “ผิดหลักวิชา” ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความขัดแย้งด้วย

                การเลือกตั้งเป็น “หลักหนึ่ง” ของการปกครองแบบประชาธิปไตย (Principle of Democratic Government)“สถาบันหลักของการปกครอง” คือ 1. “สภาผู้แทน” ในระบบ “รวมอำนาจ” หรือไม่ก็ 2. “ประธานาธิบดี”ในระบบ “แยกอำนาจ” เท่านั้นที่ “ต้องมาจากการเลือกตั้ง” สภาสูง นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ศาล ไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งก็ได้

                ตามหลักวิชารัฐศาสตร์ ไม่ว่า 1.จะเป็น “รัฐเดี่ยว” หรือประเทศ “หลายรัฐ”  ไม่ว่า “รูปประเทศ”จะเป็น “ราชอาณาจักร”หรือ “สาธารณรัฐ”  2.ไม่ว่าจะมี “รูปการปกครอง” “ระบบรัฐสภา”หรือ “ระบบประธานาธิบดี” ไม่ว่าจะมีสถาบันพระมหากษัตริย์หรือประธานาธิบดีเป็นประมุขของรัฐและ 3.ไม่ว่าจะปกครองแบบประชาธิปไตย แบบเผด็จการหรือแบบคอมมิวนิสต์ก็ตาม หลักความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของการปกครองกับประมุขของประเทศเป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้นคือ

                “ประมุขของการปกครองต้องขึ้นต่อประมุขของประเทศอย่างไม่มีเงื่อนไข”

                การเขียนในรัฐธรรมนูญให้ “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นเพียง “ประมุขของการปกครอง” มาจากการเลือกตั้งนั้น จะไปทำให้นายกรัฐมนตรี มีมวลชนแบ้คอัพ ทำให้ไป แข่งอำนาจหรือพระราชอำนาจ (Dual Power) กับประมุขของประเทศ (Head of State) ไปโดยปริยาย ถึงแม้จะกำหนดในรัฐธรรมนูญว่า นายกรัฐมนตรีต้องได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เสร็จแล้วให้พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของประเทศแต่งตั้งอีกครั้งหนึ่งก็ตาม แต่โดยหลักวิชาแล้วอำนาจที่ได้มาจากการเลือกตั้ง จะมีอำนาจมากกว่าการแต่งตั้งเสมอ ยิ่งเป็นการเลือกตั้งประมุขในการปกครองผู้ถืออำนาจบริหารด้วยแล้วก็ยิ่งไปทำให้ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากกว่าประมุขของประเทศอย่างเป็นไปเอง สถาบันพระมหากษัตริย์ก็จะกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น

                 ดังนั้นโดยหลักวิชาแล้วจึงไม่มีประเทศไหนในโลกเขาทำกันไม่ว่าประเทศนั้นจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เผด็จการหรือประเทศคอมมิวนิสต์ก็ตาม ยกเว้นประเทศไทยที่มี “อวิชากร” ทางการเมืองมากเป็นพิเศษหรือมีบุคคลที่ต้องการพลิกประเทศเป็นระบบประธานาธิบดีจึงทำให้ “มีเรื่อง” ในทุกวันนี้

                ตามธรรมดาประมุขแห่งรัฐ มักจะตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่เป็นฝ่ายข้างมากเด็ดขาด (Absolute Majority) ในสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีฝ่ายข้างมากเด็ดขาด ประมุขแห่งรัฐอาจหารือประธานสภาหรือพรรคการเมืองประกอบการพิจารณาว่า จะตั้งผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ จะไม่หารือก็ได้ ประมุขจะแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่เป็นฝ่ายข้างมากก็ได้ ดังเช่นสมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ พระประมุขแห่งอังกฤษทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลนอกสภาหลายครั้ง โดยหลักวิชาแล้วถือว่าเป็นเอกสิทธิ์ของประมุขแห่งรัฐ (ประเทศ)

                ประเทศไทยมีความเข้าใจผิดว่าประธานรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นผู้นำชื่อผู้จะได้รับการแต่งตั้งกราบบังคมทูลด้วยเพราะได้มีการ “ซาวเสียง” ในสภาแล้วความจริงประธานสภาเป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการเท่านั้น ประธานรัฐสภาอาจนำบุคคลใดไปราบบังคมทูลก็ได้ แต่จะทรงแต่งตั้งหรือไม่ก็เป็นพระราชอำนาจทั้งสิ้น การ “ซาวเสียง” นั้น “ไม่ใช่หลักการ” ของระบบรัฐสภา รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 27 มิถุนายน 2475 เป็นแม่แบบผิดๆที่บัญญัติให้สภาผู้แทนเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี 

                ประเทศไทยยังไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย ยังเป็นระบอบเผด็จการ (ผู้แทนที่ได้มาเป็นผู้แทนของคนส่วนน้อย ไม่เป็นผู้แทนของนายทุนผูกขาดก็เป็นผู้แทนของชนชั้นสูง) ฉะนั้นการเลือกตั้งทั่วไปจึงไม่สามารถใช้เป็น “เครื่องวัด” มติมหาชนได้แม้ว่าพรรคนั้นจะได้เสียงข้างมากเด็ดขาดแล้วก็ตาม

...........................................................................................................................................

                                                เรื่อง อำนาจรัฐ (State Power)

อำนาจรัฐมี 3 อำนาจคือ

                1.อำนาจอธิปไตย (Sovereignty หรือ Sovereign Power)

                2.อำนาจการปกครอง (Administrative Power)

                3.อำนาจท้องถิ่น (Local Power)

อำนาจอธิปไตยคือความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจอธิปไตยในรูปของเจ้าของอำนาจว่าเป็นของคนส่วนน้อยหรือของปวงชน โดยประมุขแห่งรัฐเป็นผู้ถืออำนาจไว้ให้และใช้อำนาจนั้นตามเจตนารมณ์ของประชาชน แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ

                1.อำนาจอธิปไตยปวงชนหรืออำนาจอธิปไตยของประชาชนทุกคน (Sovereignty of The People) หรือที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่า “ระบอบประชาธิปไตย” (Democratic Regime)

                2.อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยหรือที่เรียกเป็นศัพท์ทางวิชาการว่าระบอบเผด็จการ (Dictatorial Regime) ซึ่งแบ่งเป็น อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย “ชนชั้นสูง” “ชนชั้นกลาง”และ “ชนชั้นกรรมาชีพ”

 

อำนาจอธิปไตย” สะท้อน “การปกครองประเทศ” ว่าจะให้ประโยชน์แก่ใคร ปวงชน หรือคนส่วนน้อย (ชนชั้นสูง ชนชั้นกลางหรือชนกรรมาชีพ 

“การปกครอง” (Government) คือ “เจตนารมณ์ของประชาชน” ในรูป “ระบบ” (System) การปกครอง เป็นการบอกชนิดหรือลักษณะของการปกครองที่อยู่ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ซึ่งมีอยู่ 3 แบบคือ 1.การปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) 2.การปกครองแบบเผด็จการ (Dictatorship) และ3.การปกครองแบบเผด็จการชนกรรมาชีพ (Dictatorship of The Proletariat)         หรือการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ (Communist Government)

คำว่าระบอบ (Regime) เป็นการบอกว่า “เจ้าของอำนาจอธิปไตยเป็นใคร”หรือ “ใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” นั้น ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ระบอบมีเพียง 2 อย่างเท่านั้นคืออำนาจอธิปไตยปวงชน (ระบอบประชาธิปไตย) และ อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อย (เผด็จการ) อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยยังมีหลายรูปเช่นระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ ระบอบเผด็จการระบบรัฐสภา ระบอบเผด็จการระบบปรานาธิบดี ระบอบเผด็จการทหารและระบอบเผด็จการชนกรรมาชีพหรือคอมมิวนิสต์

การใช้อำนาจให้เป็นไปตามการปกครองของประเทศเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของ “ประมุขการปกครอง” ทั้ง 3 คือ 1.ประธานสภา 2.นายกรัฐมนตรีและ3.ประธานศาลฎีกา ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากประมุขนั่นเอง

ประมุขการปกครอง จะต้องใช้อำนาจให้เป็นไปตามการปกครอง (ระบบ) อันเป็นเจตนารมณ์ของประชาชนที่ประกอบด้วย 1.หลักการปกครอง (Principle of Government) และ 2.รูปการปกครอง (Form of Government)

หลักการปกครอง (Principle of Government) ของระบอบประชาธิปไตยประกอบด้วย 1.อำนาจอธิปไตยปวงชน (Sovereignty of The People) 2.เสรีภาพของบุคคลบริบูรณ์ (Freedom of The Person) 3.ความเสมอภาค (Equality) หลักนิติธรรมหรือหลักกฎหมาย (Rule of The Law) และรัฐบาลจากการเลือกตั้ง (Elected Government)

รูปการปกครอง (Form of Government) แบ่งเป็น 1.ระบบรัฐสภา (Parliamentary System) และ 2.ระบบประธานาธิบดี (Presidential System) และ3.ระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi Presidential System)

ไม่ว่าสิ่งใดหรือปรากฏการณ์ใดๆ เนื้อหาและรูปแบบย่อมต้องเป็นเอกภาพกัน จะแยกออกจากกันมิได้ ถ้าหลักการซึ่งเป็นเนื้อหากับรูปแบบ แยกออกจากกัน ก็จะไม่มีสิ่งนั้นหรือปรากฏการณ์นั้นๆ การปกครองแบบประชาธิปไตย (Democratic Government) ก็เช่นเดียวกันที่ต้องมีทั้งระบอบ (Regime) และระบบ (System) ประกอบเข้ากันเป็นการปกครอง (Government) โดยระบอบเป็นหลักการปกครอง ระบบเป็นรูปการปกครอง เรียกเป็นคำธรรมดาๆว่า ระบอบเป็นเนื้อหา (Content) ระบบเป็นรูปแบบ (Form) ถ้าระบอบกับระบบแยกออกจากกันหรือถ้าหลักการปกครองกับรูปการปกครองแยกออกจากกันก็จะไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย

                ปัญหาวิกฤติชาติของเราเวลานี้ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ตกอยู่ภายใต้สภาวะ “อนาธิปไตย” ก็เพราะเกิดจาก “หลักการปกครอง” กับ “รูปการปกครอง” ไม่เป็นเอกภาพกัน นอกจากหลักการปกครองไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว รูปการปกครองก็ไม่ใช่ระบบรัฐสภาอีกด้วย สภาพการณ์ดังกล่าวจึงทำให้วิกฤติชาติครั้งนี้ “ร้ายแรงที่สุด”

ดังนั้นถ้าจะแก้วิกฤติชาติครั้งนี้ได้จึงต้องทำให้หลักการปกครองและรูปการปกครองมีเอกภาพเป็นไปตามหลักวิชา ถ้าระบบไม่เป็นเอกภาพกับระบอบแล้วถึงมีระบอบเป็นประชาธิปไตยแล้วอย่างฝรั่งเศสก่อนยุคของชาร์ล  เดอ  โกลด์ ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้ ระยะ 3 ปี ต้องใช้รับบาลถึง 25 ชุดทีเดียว

Tags : เข็มมุ่งประชาธิปไตย

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

บรรณาธิการ  จำลอง บุญสอง

บรรณาธิการภาพ  ชัยวัฒน์ เดชพุ่มพวง

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง ติ่ง พงษ์ไทย

 
view