http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 08/08/2022
สถิติผู้เข้าชม12,656,475
Page Views14,858,907
« August 2022»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   
lifestyle & review
  สปน. - สถ. และ บชท. หนุนท้องถิ่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงทั่วไทย ในงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565” วันที่ 4 สิงหาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และมูลนิธิ
  มก. ศึกษาโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์สับปะรดแบบครบวงจร ตามแนวคิดเศรษฐกิจบีซีจีพร้อมพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแปรรูปเส้นใยสับปะรดเพื่อผลักดันการผลิตเชิงพาณิชย์ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและส่งออกสับปะรดรายใหญ่ของโลก แต่เกษตรกรยังต้องเผช
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

ใกล้หมดเวลาเผด็จการ โดย นิรกาย

                ใกล้หมดเวลาเผด็จการ

                มรรควิธี “บรรเทาความเสียหาย” “เฉพาะพื้นที่” ที่เกิดจากความคิดที่เห็นแก่ตัวของผู้ปกครอง “คนส่วนน้อย” ของระบอบเผด็จการ แม้สามารถทำให้ “พื้นที่” ผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของพวกเขาไม่ถูกน้ำท่วมได้ก็จริง แต่การกันและการเบี่ยงเบนน้ำออกนอกเส้นทางกลับไปทำให้คนที่อยู่ “นอกเขตบรรเทาความเสียหาย” เกิดความ “พินาศ” อย่างร้ายแรง

“วิธีคิด” ที่เห็นคนนอกพื้นที่ผลประโยชน์ผู้ปกครอง “ไม่ใช่คนเสมอตน” แต่เป็น “ทาส” ที่มีหน้าที่ “รับทุกข์” แทนตนนั้น เป็นวิธีคิดของ “มหาอภิสิทธิ์ชน” ที่คิดว่าตัวเองเป็น “นาย” ทั้งๆที่ “ความเป็นนายทาส” ที่พวกเขาคิดนั้น ควรจะ “หมด” ไปพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงของยุคนานมาแล้ว

แต่ที่ความเป็น “นาย” ยังไม่สิ้นมนต์ไป ก็เพราะมหาอภิสิทธิ์ชนชนเหล่านั้น “ใช้ความเจ้าเล่ห์ทางการเมือง” หลอกประชาชนด้วยการ “ทำซ้ำ” ให้ประชาชน “จำนน” ต่อความเป็นมหาอภิสิทธิ์ชนของพวกเขา หลอกให้ประชาชนยอมรับสภาพ “กินน้อยใช้น้อย” ตามอัตภาพ เชื่อใน “กรรมเก่า” แบบจิตนิยม ไม่นำมาซึ่งการดิ้นรนต่อสู้ทางการเมืองเพื่อ “ดับทุกข์” อันเกิดจากการเอารัดเอาเปรียบของอำนาจปกครองของเผด็จการ ออกกฎหมาย “ปกป้องเผด็จการ” ขึ้นมาคุ้มกันระบอบเผด็จการเอาไว้

ไม่เพียงแต่เท่านั้น เผด็จการยังหลอกประชาชนให้ “เข้าใจผิด” ไปว่า “”การเลือกตั้ง” คือประชาธิปไตย ทั้งที่การเลือกตั้งเป็นแค่วิธีการให้ได้มาซึ่งอำนาจอธิปไตยเพียงวิธีหนึ่งเท่านั้น และในจำนวนผู้ที่ถูกส่งให้มาเลือกตั้ง ก็มีแต่ “นกกระสา” ที่ส่งมาให้ “กินกบ” ด้วยกัน การปกครองตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบ แต่ตราบใดที่อำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นของปวงชน เราก็จะได้ “ระบอบเผด็จการ ระบบรัฐสภา” มากินเลือดเนื้อและแรงงานประชาชนอยู่ร่ำไป

วันใดวันหนึ่งระบอบเผด็จการ ระบบรัฐสภาทำท่าจะ “ไปไม่ไหว” เผด็จการก็จะส่งสัญญาณให้นายทหาร ออกมาทำการรัฐประหาร “สับขา” หลอกปกครองประชาชน แต่เผด็จการโดยพรรคทหารก็อยู่ไม่ได้นานเพราะต่างชาติกดดันแถมประชาชนและนายทุนน้อยมีการต่อต้านมาก เผด็จการจำใจต้องสั่งให้มีการร่างรัฐธรรมนูญเลือกตั้งใหม่เพื่อลดแรงกดดัน แต่การเลือกตั้งใหม่เราก็ได้ “คนหน้าเดิม” “พรรคเดิม” เสาค้ำเผด็จการที่ไม่มีวันเกษียณ แบบ 

หลอกกันเห็นๆ!

พรรคการเมืองแต่ก่อนก็มีแต่ “นอมินี” ของ “นายทุนผูกขาด” แต่เดี๋ยวนี้ นายทุนผูกขาดกระโดดลงมาเล่นการเมืองเอง  สภาผู้แทนจึงเป็นสภานายทุนหรือตัวแทนนายทุน เป็นสภาผัวสภาเมีย โดยไม่มี“ตัวแทน” ที่มีลักษณะของ กรรมกร ชาวไร่ ชาวนาเลย ใคร “ปากกล้าขาแข็ง” ก็ถูกเผด็จการก็เชิญชวนมาเป็น “อนุกรรมาธิการ” มีหน้าที่แค่เสนอ “ความเห็น” แต่ไม่มี “อำนาจ” นั่นคือการ “ต้ม” โดยแท้

การปกครองแบบเผด็จการนี่เองที่ทำให้กรรมกร ชาวไร่ชาวนาต้องกลายเป็น “ชนชั้น” ที่ต้องถูก “ขูดรีดแรงงานส่วนเกิน” บางครั้งเขาหลอกว่าจะขึ้นค่าแรงให้ ก็เพื่อไปเพิ่มราคาสินค้าให้พรรคพวกเขาเท่านั้น เพราะยังไม่ทันจะขึ้นเงินเดือนก็ขาดทุนเสียแล้ว นี่เองที่ทำให้ “มูลค่าแห่งชีวิต” ของกรรมกร ”ต่ำกว่าสุนัข” ของเผด็จการ

การจัดการปัญหาแบบ 2 มาตรฐาน นั่นเองที่ไป “บังคับสภาพ” “ประชาชน” ให้ลุกขึ้นทำสงครามกับผู้ปกครอง การออกมาประท้วงต่อ “การจัดการปัญหา” ต่างๆในทุกๆรัฐบาลก็ดี การ “ลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ” ของคนใน “สามจังหวัดภาคใต้” ก็ดี เป็นดรรชนีชี้วัดเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี 

การแก้ไขปัญหาที่ไม่ได้คิดมาจาก “หลัก” แห่ง “ความเสมอภาค” เป็นการแก้ไขปัญหาของ “ลิงแก้แห” คือ “แก้ปัญหา” เพื่อ “สร้างปัญหา” นั่นเอง

“สงครามประชาชน” ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการจุดชนวนของใคร แต่เกิดขึ้นเพราะการปกครองแบบเผด็จการเป็นปัจจัย ในวันที่เผด็จการเห็นว่าการเรียกร้องของประชาชนชักจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปกครองเจ้าเล่ห์ก็จะจัด คนในจัดตั้งทางผลประโยชน์” ของพวกเขาออกมาแหกปากสนับสนุนการปกครองเผด็จการว่าดีเลิศประเสริฐศรี ใครว่าไม่จริงก็จะถูกจัดการทั้งทางกฎหมายและกำลัง

วันนี้เผด็จการจ้างลูกหาบออกมาโฆษณาชวนเชื่อว่า “เมืองไทยนี้ดี” เพราะมีคนส่วนน้อยเป็น “ผู้ปกครอง”  ทั้งที่แท้จริงแล้ว ประชาชนกำลังสำลักทุกข์อยู่เห็นๆ พวกเขาบอกว่ากำลังหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สามัคคี ทั้งๆที่แนวทางนั้นมีอยู่แล้วก็คือแนวทางสร้างประชาธิปไตยตามนโยบาย 66/23 ไม่ต้องปาที่ไหนอีก

ความสามัคคีใดๆจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อการปกครองนั้น เป็นการปกครอง “ของประชาชน” “โดยประชาชน” เท่านั้น จึงจะเป็นการปกครอง “เพื่อประชาชน” เมื่อการปกครองเป็นของประชาชนแล้ว สังคมสามัคคี สังคมนิพพานก็จะเกิดขึ้นตามมา ในทางตรงกันข้าม ถ้าการปกครองดังกล่าวตกอยู่ในมือของ “คนส่วนน้อย” “โดยคนส่วนน้อย” เสียแล้ว การปกครองนั้นก็ย่อมกระทำไปเพื่อ “คนส่วนน้อย” และทำให้เกิด “ความแตกแยกในชาติ” เสมอไป

ที่ผ่านมาเผด็จการแบ่งขั้ว “ทะเลาะกันเอง” เพื่อแย่งกระดูกประชาชน วันนี้เขาแกล้งทะเลาะกันเองเพื่อ “หลอก” ให้ประชาชน “หลงละครน้ำเน่า” หลอก “คน” ที่ “ให้ไปตาย” เพื่อประโยชน์ของผู้ปกครอง “เหลือง-แดง” วิธีการดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับ “นักต้มตุ๋น” ใน “วงไพ่” ที่ทะเลาะกันหลอกเหยื่อ ท้ายที่สุดก็แอบมาแบ่งเงินกันยามลับตาคน

วันนี้พวกเขา “โยนไพ่เก่า” “สำรับใหม่” คือไพ่ “แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาหลอกประชาชนอีกด้วยการใช้ “สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ” “หน้าใหม่” มา “หลอก” ให้ประชาชนมา “เล่นไพ่” เผด็จการอีก เหมือนครั้งที่นายมารุตโยนไพ่เก่า สำรับใหม่ให้ “นายแพทย์ประเวศ วะสีและพวก นำไปหลอกประชาชนเมื่อปี 2540 แต่น่าเชื่อว่าการหลอกครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะสถานการณ์ในวันนี้เป็นสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง ที่ประชาชนสามารถเข้าใจได้ว่ารัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็นฉบับไหนก็จะไม่ใช่คำตอบ และคำตอบอยู่ที่ การ ทำให้อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยมาเป็นของปวงชน เท่านั้น

สถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง เป็นกาลเทศะของประชาชนไม่ใช่กาลเทศะของเผด็จการ สัตบุรุษย่อมรู้จักกาล รู้จักเวลา ถ้าไม่รู้จักกาลรู้จักเวลาก็ไม่ใช่สัตบุรุษ

เผด็จการอาจจะหลอกประชาชนมาได้ถึง 80 ปี แต่วันหนึ่งประชาชนก็ย่อมจะจับได้ว่า การปกครองของฤษีนั้นเป็นการปกครองของฤษีที่แอบ “กินเหี้ย” ตลอดมาแล้ว “ชื่อเสียงเกียรติยศ” “จอมปลอม” ที่โฆษณาชวนเชื่อเอาไว้ก็จะหายไปเพียงชั่วพริบตา

ไม่เชื่อก็คอยดู!

Tags : ชักน้ำเข้าลึก

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

บรรณาธิการ  จำลอง บุญสอง

บรรณาธิการภาพ  ชัยวัฒน์ เดชพุ่มพวง

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง ติ่ง พงษ์ไทย

 
view