http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 08/01/2020
สถิติผู้เข้าชม7,932,326
Page Views9,921,574
« January 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42350726
http://www.thongthailand.com/articles/42028136/แก่นจันทน์พรรณไม้-บทพิสูจน์อดีตนักวิชาการป่าไม้-เพาะกล้าไม้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
 

ฆ่าตาย ค่าตาย โดยนิรกาย

ฆ่าตาย  ค่าตาย โดยนิรกาย

ฆ่าตาย ค่าตาย

โดย นิรกาย

                เห็น ค่า “สินไหมทดแทน” ที่จะให้มวลชนที่รับใช้นายจน “เจ็บ” “ตาย” จำนวน 7.75 ล้านบาท ที่ครม.จะไปควักเอามาจากเลือดเนื้อประชาชนทั้งประเทศแล้วก็งง งงว่า ก็คนเหล่านั้น ไปเจ็บไปตายให้ “นาย” ได้สำเร็จความใคร่ใน “อำนาจ” แล้ว ทำไมคนดูอย่างพวกเราต้องไปจ่ายเงินแทน “นาย” ของพวกเขาด้วย

                เรื่องนี้ผมมีนิทานมาเล่าให้ฟังครับ!

                กาลครั้งหนึ่ง โจรโพกผ้าเหลืองก๊กหนึ่งแข่ง “เลือกตั้ง” กับโจรโพกผ้าแดงอีกก๊กหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่ง “สิทธิ์” ในการปกครองประเทศไตไตด้วยอำนาจอธิปไตย “คนส่วนน้อย” (เผด็จการ) วันดีคืนดีโจรโพกผ้าเหลืองที่ “แพ้เลือกตั้ง”เกิด “กลัว” ว่าโจรโพกผ้าแดงที่ชนะการเลือกตั้งจะ “อยู่ยาว” การอยู่ยาวเป็นการกระทบกระเทือนต่อ”สถานภาพ” ในการถือครองอำนาจเหนืออำนาจของพวกเขา โจรโพกผ้าเหลืองจึงใช้สูตรเดิมๆที่ตัวเองเคยใช้มาก่อนคือใช้ “สื่อ” ใช้นักอวิชชากร (แยกไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรคือหลักวิชาหรือไม่ใช่หลักวิชา) มาช่วย “สร้างกระแส” สร้างความไม่ชอบธรรมให้กับฝ่ายตรงข้ามพลางปลุกระดมมวลชนไปพลาง

                 หลังจากการสร้างสถานการณ์งอมได้ระดับหนึ่งแล้ว เผด็จการก็ใช้ “ลูกหาบ” ที่มือถือกฎหมายและลูกหาบที่มีมือถือปืนเข้าจัดการ “ โค่น” คู่ต่อสู้ลง (วิธีการเดียวกับที่มหาอำนาจใช้ “องค์กรสิทธิมนุษยชน” ส่งซิกให้ “สื่อข้ามชาติ” ในจัดตั้งของตะวันตกออกข่าวเล่นงาน “ประเทศเป้าหมาย” ที่มหาอำนาจจะไปโค่นล้มการปกครองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย น่วมแล้วจึงใช้กองกำลัง”นาโต้” เข้าบดขยี้ ใช้คนในคาถาของประเทศนั้นนั้นแหละขึ้นมาปกครอง)

                 ทว่ากรณีนี้โจรโพกผ้าแดงกลับ “ไม่ยอมแพ้” เพราะมีนายเป็นต่างชาติเหมือนกัน โจรโพกผ้าแดงเห็นโจรโพกผ้าเหลืองมีสื่อก็ไป “จัดตั้งสื่อ” มาระดมมวลชนคน “เจตนาดี” แต่ “ไม่มีวิชา” มาช่วยสู้

                 ด้วย “มุสาวาจา” ที่สามารถทำให้ “ลิงหลับได้” ของโฆษก โฆษกี ของโจรโพกผ้าทั้งเหลืองและแดงที่ระดมกันมาจึงไปทำให้ “อวิชชาชน” “นั่งน้ำลายยืด” อยู่ “หน้าจอทีวี” แถมแย่งกันบริจาคเงิน บริจาคชีวิตยามตีกันอีกด้วย  

                 ส่วนเงินค่าใช้จ่าย “โจรโพกผ้า” ทั้ง “สองก๊ก” ก็ไป “เรียกหุ้น” “เงินทุน” จาก “นายทุน” ของแต่ละฝ่าย ให้มาลงขันช่วย ฝ่ายแดงได้เงินจากการสื่อสาร จากโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งมาลงขัน ฝ่ายเหลืองก็ระดมทุนมาจากนายทุนโรงเหล้า โรงเบียร์ โรงยาบำรุงกำลัง โรงปูนซีเมนต์ โรงงานอาหารสัตว์ โรงเลี้ยงไก่ โรงแรม โรงธนาคาร มาเป็นปัจจัยในการสู้รบ

                 สู้กัน แบบ “หน้ามืด” หลายปี โดยไม่ใยดีกับ “ประชาชน” ตาดำๆที่ถูกทั้งคู่ “แอบอ้าง”  

                

                  ผลของสงครามระหว่างโจรโพกผ้าเหลืองกับโจรโพกผ้าแดง นอกจากจะทำให้บ้านเมืองพินาศฉิบหายลงแล้ว ยังไปทำให้ไพร่พลของทั้งคู่ต่างบาดเจ็บล้มตายกันไปข้างละไม่ใช่น้อยแต่ Side Effect ที่นอกเหนือความคาดหมายของทั้งคู่ก็คือ ทำให้ประชาชนที่ถูกโจรทั้งคู่ปล้นแรงงานส่วนเกินไป

                   ตื่นตัวทางการเมือง!

                   การตื่นตัวของประชาชนนั่นเองที่ไปกระตุกต่อม “แห่งความกลัว” การปฏิวัติของประชาชน ของมหาอำนาจใหญ่ ต้องหวาดหวั่น  

มหาอำนาจจึงหาทางรักษาอำนาจตนเอาไว้ด้วยการบังคับให้ใช้ “การเลือกตั้ง” มาเป็น “เครื่องมือ” ให้ทั้งคู่ “จูบปากกัน”

                   ส่วนเรื่อง “คนตาย” ก็ไม่ต้องควักเงินส่วนตัวไปช่วย “ค่าตาย” เพราะในเมื่อ “กุมเสียงข้างมาก” ในสภาเอาไว้ได้ ออกกฎหมายเอา “ภาษี” คน “ดู” ตีกันนั่นแหละ ไป “ปิดปาก” “ญาติ” “คนตาย” เสีย

                   และก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะหาว่า “หน้าด้าน” เพราะคนไตไตแทบทุกคน “ถูกขูดรีด” กันจนไม่มีจะกินอยู่แล้ว คนไม่มีจะกิน “หัวหมอ” ไม่ไหวหรอก คนไตไต “กลัวกฎหมาย” “กลัวเสียเงินค่าทนาย”มากกว่า “กลัวความถูกต้อง” ส่วนญาติคนตาย แค่เจอข่าวว่าจะได้เงินชดเชยกันเป็นล้านๆก็ฝันหวานกันจนมันหยดแล้วว่าจะเอาเงินไปใช้อะไรบ้าง ใครๆก็ต้องคิดว่า ไหนๆลูก ผัว ก็ตายไปแล้ว กำเงินที่เป็น “ขี้” ดีกว่าไปกำเงินที่เป็น “ตด” จึงไม่ต้องห่วงว่าคนพวกนี้จะโวย

                  เพื่อให้มวลชนอารมณ์ค้างจะฮึ่มใส่กันบ้าง พวกเอ็งก็ต้อง “ใส่เสื้อ” “สีเดียวกัน” ให้ดูเหมือนพวกเดียวกัน พวกอารมณ์ค้างจะได้ “งง” แทน “งอแง”

                  ละครน้ำเน่าอย่างนี้รับรองว่า โหน่ง เท่ง คิดไม่ถึงแน่ เชื่อว่าเป้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน แต่อย่าไปให้ทิดเป้รู้ ถ้าทิดเป้รู้ ทิดเป้จะเอาไปแหกปาก  “อย่างนี้ก็มีด้วยคร๊าบบบบบ”

                  เสียลับหมด!

                  ปล.อ่านสุริยะใส กตะศิลาออกมาสัมภาษณ์ “คลายปม” ให้ “แม่ยก” ได้เข้าใจกรณีที่ไปจับมือกับจตุพรในรายการ “เช้านี้ดูวู้ดดี้ ลงในเนชั่นสุดสัปดาห์” แล้วก็อดขำไม่ได้ เพราะไม่ว่าสุริยะใสจะจับมือกับจตุพร พรหมพันธ์หรือไม่ ผมก็ไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน เพราะ “จ๊อกกี้” เผด็จการ ก็คือ “จ้อกกี้” เผด็จการ มีหน้าที่รับใช้นายด้วยกันทั้งคู่ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชน

                   “วันก่อน” “นายเหลือง” หมั่นไส้ “นายแดง” ก็ ใช้ “จ้อกกี้มวลชน” เหล่านี้ไปเกณฑ์ “ลูกหาบ” ออกมา “ตีโชว์” กันให้รึ่มประเทศ แต่“วันหลัง” “นาย” กับ “นาย” ถูกบังคับให้ “พูดจาภาษาดอกไม้ ดอกเดียวกัน” หรือ ชี้ขนนก“ขนเดียวกัน” “ใส่เสื้อ” “สีเดียวกัน” แล้วจะไปสงสัยเรื่อง “นายจับมือนาย” “จ้อกกี้จับมือจ้อกกี้” ทำไม

                   ผมสงสาร “มวลชน” ที่ไป “ตาย” ให้ “นาย” ว่า ไปตายให้ “นาย” กันทำไม “ตาย” ให้ประชาชนไม่ดีกว่าหรือ?

                   ถ้า “แม่ยก” ไป “บ้า” จ๊อกกี้อีก ก็ “โง่” แล้ว

                   “นาย” เขาไม่ “ฆ่ากันจริงๆ” “โกรธกันจริง” หรอก ที่ฆ่ากัน โกรธกันจริงๆนั่นมันพวกคุณต่างหาก!

                   การที่ “ยะใส” ไปตั้ง “กลุ่มกรีน” โดยอ้างว่าจะใช้กลุ่มดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการ “ณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม” ก็เหมือนพวกห้างร้านที่ทำ CSR กันนั่นแหละ! มันเป็นเพียง “วิธีการ” “สร้างภาพ” “สร้างมวลชน” เท่านั้น

                   สิ่งแวดล้อมจะดีหรือไม่ดี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการรณรงค์หรือไม่รณรงค์ของยะใสหรอกเขารณรงค์กันมาเป็นแสนเป็นล้านครั้งแล้ว ถ้ายะใสไม่รณรงค์ก็มีคนอื่นๆเขารณรงค์อยู่ดีเพราะมันเป็นกระแส เป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มตระหนักรู้ ปัญหาสิ่งแวดล้อมไทยไม่ได้อยู่ที่เรื่องของการรณรงค์แต่อยู่ที่ “การเมือง” ว่าดีหรือหรือไม่ดีต่างหาก ถ้าการเมืองดีเศรษฐกิจและสังคมก็ดี สิ่งแวดล้อมก็ถูกปฏิบัติดีตามไปด้วย แต่ถ้าการเมืองไม่ดี ต่อให้รณรงค์กันจนปากฉีกเท่ากระด้ง ก็แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้ ที่แก้ไม่ได้ก็เพราะการเมืองที่ให้ประโยชน์แก่ “นายทุนผูกขาด” มาเอาเปรียบจนได้อย่างเสรีนั่นแหละ ที่ไปทำให้ “คนจน” ต้องไปทำลายสิ่งแวดล้อมเพื่อปากเพื่อท้อง ในท่ามกลาง “คาถามหาละลวย” “กินอยู่แต่พอประมาณ” อย่ากินอยู่เกินตัว ที่พ่นใส่กบาลคน “ไม่มีจะกิน” เพื่อไม่ให้ลุกฮือขึ้นโค่นล้มอำนาจการปกครองอธรรมของพวกเขา

                    ฮ่องเต้ของจีนก่อนการปฏิวัติประชาชนก็พูดกับราษฎรที่มาร้องเรียนเรื่อง “ไม่มีข้าวจะกิน” ว่า ถ้าไม่มีข้าวจะกินก็ให้ไปกิน “หม่านโถว” แทน ผลสุดท้ายจักรพรรดิก็ถูกโค่นและได้รับการสรรเสริญให้เป็น “ทรราช” หลังถูกโค่น  

                    ยะใสอยากเป็น “หมอการเมือง” แต่ไปเสนอข้อเรียกร้องต่อคณะกรรมการฟื้นฟู เสนอต่อรัฐบาลเผด็จการ เป็นเรื่อง “น่าขำ” ก็ไปเล่นเกมเผด็จการอยู่อย่างนี้จะไป “หลุด” ออกจาก “ครอบกะลาทางการเมือง” ของระบอบเก่า ได้อย่างไร อยากจะเป็น “หมอการเมือง” แยกไม่ออกว่าอะไรคือสัมมา อย่างไหนคือมิจฉา หนีไม่พ้นจะตกเป็น “เครื่องมือ” “พูดได้” “เดินได้” ให้เผด็จการเหมือนพี่ๆเดือนตุลาที่เดินทาง Constitutionalism ที่ “ผิด” แต่คิดว่า” ถูก” นั่นแหละ

                    อย่าโกรธผมเพราะคำเตือนแรงๆนั่นแหละคือยาที่ดีที่สุด ชีวิตที่ถูกหว่านล้อมด้วยคำหวานๆจะไม่มีทางได้เจอะเจอสัจธรรมหรอก!

                    ถ้า “คิด” “ไม่” “สัมมา” “การปฏิบัติ” ก็ย่อม “มิจฉา” ตามไปด้วย ไปถามปฏิจสมุทปบาทดูก็ได้ว่า ถ้าขึ้นต้นด้วยอวิชชาแล้ว จะต้องไปติดอยู่ในวงจรอุบาทว์ ไม่มีทางหลุดพ้นไปสู่ภพภูมิใหม่ได้เลย ยะใสถามท่านโพธิรักษ์ดูก็ได้ว่าอวิชชาส่งผลทำให้เกิดการเวียนว่ายตายเกิดเป็น “วงจรอุบาทว์” กันอย่างไร  ช่วยกระซิบถามท่านเป็นการส่วนตัวแทนผมด้วยว่า การที่ท่าน “ยกกำลัง” มวลชนสันติอโศก ไป “ค้ำเผด็จการฝ่ายหนึ่ง” เพื่อ “โค่นเผด็จการอีกฝ่ายหนึ่ง” ตาม “ทิฐิ” ของท่านแล้ว การเมืองไทยหลุดออกจากวงจร ปฏิจจสมุปบาท ได้จริงหรือ หรือยังวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารทางการเมืองแบบเผด็จการอยู่ บ้านเมืองนิพพานตามการยกพลของท่านได้จริงหรือเปล่า? ถ้าไม่ใช่แสดงว่าทิฐิของท่านมิจฉา

                   “พระพุทธเจ้า” “เคลื่อนไหวมวลชน” หรือ “เคลื่อนไหวความคิด”

                   เรียนท่านวุฒิสมาชิกคำนูณ สิทธิสมาน ผู้ที่เคยรับลูกจากนายมารุต บุญนาค รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์มาเคลื่อนไหว Constitutionalism เพื่อต่อต้านการปฏิวัติของประชาชนให้เผด็จการ ภายใต้ชื่อ “ปฏิรูปการเมือง” ร่วมกับนพ.ประเวศ วะสีและพวก เมื่อ ปี 2540 ว่า ปัญหา (ความขัดแย้ง) หลัก ของชาติคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนหรือที่เรียกว่าปัญหาประชาธิปไตย ไม่ใช่ปัญหา “การแก่งแย่งอำนาจอธิปไตย” ระหว่างนาย “เหลือง” กับนาย “แดง” ตามทิฐิของท่านเลย ตั้งสมมุติฐานผิดก็แก้โจทย์ผิดสิครับ “เลี้ยงไข้” เอาไว้หากินหรือเปล่าครับ?

                    การที่พลพรรคแดงอยากจะเคลื่อนไหวแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เป็นคุณต่อพวกเขาก็ดี การที่พวกคุณต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งเป็นคุณต่อขบวนการเหลืองก็ดี ล้วนไม่มีประโยชน์อะไรต่อประชาชนเลยสักนิด เพราะไพ่ทั้งสองสำรับเป็น “ไพ่เผด็จการ” ทั้งคู่ เคลื่อนไหวเรื่องอำนาจอธิปไตยปวงชนVSอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยดีกว่า ตายไปจะได้มีคนสรรเสริญ “เสาค้ำเผด็จการ” มีมากจนแทบจะเดินชนกันตายแล้ว กลับมาเป็น “เสาค้ำประชาชน” ให้ประชาชนไม่ดีกว่าหรือ?

                    พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยบอกว่าจะออกมาตรการจัดการกับม็อบที่มาประท้วง โถ.แค่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ถ้าประชาชนไม่เดือดร้อนจริง ถึงจะมีใครไปจ้างเขาจะออกมาชุมนุมก็ไม่มีใครมา วันนี้ถึงไม่มีใครจ้างเขาก็ต้องออกมาอยู่ดี ตอนพร้อมพงศ์ชุมนุมทำไมไม่คิดต่อต้านวิธีการนี้ตั้งแต่ตอนนั้นเล่า?

                    ปล.การร่างรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะในประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา โซเวียตหรือกลุ่มประเทศสะแกนดิเนเวีย หรือที่ใดๆในโลก ก็ไม่ต้องใช้อรหันต์ไหนมาร่างทั้งนั้น ยกเว้นประเทศไทยที่ใช้อรหันต์ร่างกันจนมากที่สุดในโลก ร่างแล้วก็ฉีก ฉีกแล้วก็ร่าง วนอยู่ในวัฏสงสารอยู่นานถึง 80 ปี โดยไม่เฉลียวใจว่า ปัญหาต้องตั้งต้นที่ประเทศมีการปกครองแบบประชาธิปไตยหรือเผด็จการก่อน ไม่ใช่ตั้งต้นด้วยรัฐธรรมนูญก่อน ถ้านักวิชาการ ไม่ “เลอะเทอะ” “สื่อ” ไม่ “เลอะเทอะ” ชาติ “ประชาชน” ก็คงไม่ “เละเทะ” จากการปกครองเผด็จการแบบนี้หรอกครับ!

 

                    อ่านรัฐธรรมนูญคือลูกชายพระยาพหลของ อดิศร เพียงเกษแล้วออกจะ “ขบขัน” กับข้อเขียนของดร.พิเศษคนนี้ไม่ได้จริงๆ ท่าน อดิศรเขียนว่าประชาชนชาวสยามสมัยนั้นไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมากนัก เมื่อมีคนถามคณะราษฎรมากเข้าๆคณะราษฎรก็เลยตอบว่า “รัฐธรรมนูญคือลูกชายพระยาพหล” แบบ “ขบขัน” ไปในตัว

                    ผมไม่สงสัยในความน่าขบขันของคนสมัยโน้นแล้วครับ เพราะเรื่องนี้เล่ากันมาจนเบื่อจะฟัง แต่ผมอยากจะเล่าความน่าขบขันของคนสมัยนี้ให้คุณอดิศรฟังในฐานะที่เป็นคนที่เคยรู้จักกันว่า “คนสมัยก่อน” เคยถาม ”คนสมัยนี้” ว่า รัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตยหรือเปล่า คนสมัยนี้ตอบว่า รัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เผด็จการพวกมึงร่างเอาไว้ให้มาเป็นรัฐธรรมนูญที่พวกกูร่างจึงจะเป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งเป็นเรื่อง ฮา..ไม่แพ้เรื่องที่อดิศรเล่าเลย

                    ยิ่งไปอ่านข้อเขียนวีระกานต์ มุสิกพงศ์ด้วยแล้วยิ่ง “ขบขัน” หนักเข้าไปใหญ่ วีระกานต์เขียนว่า

1.“รัฐไทยใหม่คือรัฐที่เป็นประชาธิปไตย มีประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงกัน..ดังที่เรากำลังยกกระแส “สร้างรัฐธรรมนูญใหม่” กันอยู่ หมายความว่าอย่างไรครับ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ เป็นรัฐไทยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย”

2.ถึงวันนี้..จะให้ส.ส.ร.ร่างหรือจะให้คณะกรรมการ 34 คนร่างมันก็มีผลเท่ากัน คือถ้ามันไม่ออกมาเป็นประชาธิปไตยแล้วคนก็ไม่เอา..แถมยังสาปแช่งอีกด้วย

                    ผมว่านักสร้างประชาธิปไตยทั่วโลก นักสร้างคอมมิวนิสต์ทั่วโลกอ่านข้อเขียนของวีระกานต์แล้วคงหัวเราะตกเก้าอี้แน่ โลกนี้มีที่ไหนที่ใช้รัฐธรรมนูญมาสร้างประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าแกนนำ “เสื้อแดง” เหล่านี้ “แค่ไหน” ในความเข้าใจเรื่องการทำประชาธิปไตย

                    ดร.เอ็มเบดก้า ร่างรัฐธรรมนูญก็จริงแต่ร่างรัฐธรรมนูญหลังจากที่มหาตมะ คานธี เขาสร้าง “ระบอบ” ประชาธิปไตยแล้วจึง ให้ ดร.เอ็มเบดก้ามาร่าง ที่เขาให้ดร. เอ็มเบ้ดก้ามาร่างก็เพราะ ดร.เอ็มเบดก้าอยู่ในวรรณะต่ำหรือเป็นกรรมกร ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับคนวรรณะสูงที่เป็นนายทุนนั่นแหละ ส่วนการ “แอ๊พปรู๊ฟ” ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร สำคัญที่ระบอบเปลี่ยนแล้ว ก็มาทำการปกครองให้เปลี่ยนตาม เอาคนวรรณะต่ำมาร่าง คนเชี่ยวชาญกฎหมายมาร่างนั่นน่ะถูกแล้ว เพราะจะได้ดุลกับคนวรรณะอื่นที่ร่ำรวย เรื่องแค่นี้ไม่รู้ก็อย่ามาเป็นผู้นำสร้างประชาธิปไตยเลย วีระกานทำมาตลอดชีวิตก็เห็นแต่ “เข้าทางตีนเผด็จการ” ทุกที ไม่ใช่เรื่องแมวขาวแมวดำอะไรหรอกครับ อวิชาล้วนๆน่ะไม่ว่า

 

Tags : ชักน้ำเข้าลึก

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 5,000 บาท

ฝ่ายการตลาด จิราภรณ์ ขจรศักดิ์สุเมธ "เจี๊ยบ" 086-669-6018 

E-mail: jeabaod@gmail.com 

 
view