http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 25/10/2021
สถิติผู้เข้าชม11,756,620
Page Views13,911,361
« October 2021»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

วิถีที่เพียงพอ คนกลางหุบเขา โดย ศิลปินไพร เรื่อง-ภาพ

  วิถีที่เพียงพอ คนกลางหุบเขา โดย ศิลปินไพร เรื่อง-ภาพ

  วิถีที่เพียงพอ คนกลางหุบเขา

 โดย  ศิลปินไพร เรื่อง-ภาพ

โทร.085-0391214/E-mail:jack_e007@hotmail.com

------------------

               ตะวันส่องฟ้าในรุ่งอรุณ  

               เสียงไก่ที่ขันขานอันไพเราะเสนาะหู แต่ผมแยกแยะไม่ได้ว่าเป็นไก่ป่าหรือไก่บ้านกันแน่

                เพราะหมู่บ้านนี้อยู่ท่ามกลางหุบเขา ที่แสนจะอบอุ่นไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติปราศจากการปรุงแต่ง

                เสียงผู้คนพูดคุยและเดินกันพลุกพล่านบนถนนสายเดียวของหมู่บ้าน ทุกๆวันผู้คนเหล่านี้ต้องออกมาทำงาน “ปลูกป่าเป็นอาชีพ” การทำงานในแต่ละวันนั้นก็ขึ้นอยู่กับทางหน่วยงานว่าจะให้ทำอะไรบ้าง เช่น ปลูกป่า ทำแนวกันไฟ เพาะกล้าไม้ ดายวัชพืช ปรับปรุงถนนป่าไม้ ฯลฯ

                 แต่ก็มีคนบางกลุ่มก็ทำไร่ทำสวน ตามที่ทางราชการจัดสรรที่ดินเพื่อการทำกินไว้ให้  มีรายได้พอเพียง  ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการบุกป่าทำไรเลื่อนลอยเหมือนในอดีต มีการสร้างจิตสำนึกให้คนกลุ่มนี้รู้จักคำว่า “การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และธรรมชาติ”

                 ภาพในอดีตกาลที่ผ่านมาเมื่อครั้งที่ผมยังอยู่ในวัยเด็ก จดจำภาพเหตุการณ์ต่างๆ ได้ด้วยความประทับใจ  "หัวหน้า"วางแผนให้ทุกคนช่วยงานพัฒนาหมู่บ้านกลางหุบเขา โดยแบ่งกลุ่มกันทำงาน เด็กๆอย่างพวกผมไม่มีกลุ่ม แต่มาช่วยตามกำลังทุกคืน  คืนไหนมีการพัฒนา คืนนั้นก็มีถั่วเขียวต้มน้ำตาลเลี้ยง เด็กๆอย่างพวกผมมีความสุขมาก

               หลังจากสร้างหมู่บ้านเสร็จ ทุกคนมีบ้านอยู่เป็นหลัง  บ้านของพวกเราสร้างด้วยไม้ไผ่ตีฝาด้วยฟาก(ไม่ไผ่สับแผ่ติดกัน) หลังคาบ้านมุงด้วยหญ้าคา ขนาดบ้านแค่กว้าง3 วา ยาว 3.5 วา ยกพื้นสูง วาครึ่ง

                "หัวหน้า" บอกว่าด่วยอายุ 12 ปียังไม่ได้เรียนหนังสือ ผมก็ไม่ได้เรียน โรงเรียนอยู่เลยออกไปอีกหลาบหุบเขา ช่วยกันสร้างโรงเรียนสักหลังนะ แล้วก็เริ่มออกมาสร้างอาคารโรงเรียนเพื่อให้เด็กๆอย่างพวกผมได้มีที่เรียนหนังสือเหมือนเพื่อนๆในหมู่บ้านอื่นๆเขา

                ผมได้ยินพ่อแม่บ่นเหนื่อย แต่ก็ยิ้มว่าลูกๆจะได้เรียนหนังสือ เสร็จจากโรงเรียน"หัวหน้า"ก็ชวนให้สร้างวัดบนดอยหลังหมู่บ้าน ผมจำได้ว่าทุกค่ำคืนไม่ว่าจะหนาวเพียงใด ร้อนเพียงใด และแม้ต้องเปียกฝนพวกเราก็ออกมาช่วยกันทำงานพัฒนา หัวหน้าบอกว่า เพื่อหมู่บ้านของเรา เพื่อพวกเราเอง อย่ารอทางราชการเลย ท่านมีงานเยอะ

                สุดท้าย หมู่บ้านกลางหุบเขาห้วยสามสบก็มีครบทุกอย่างเหมือนหมู่บ้านอื่นๆเขา ชีวิตความเป็นอยู่รียบง่าย เช้าก็ไปทำงานปลูกป่าเป็นอาชีพ บ่ายหลังงานก็เข้าไร่ไปทำกินกันตามถนัด

                แต่เมื่อถึงช่วงแห่งความรื่นเริง พวกเราได้ร่วมงานที่ทางหน่วยช่วยกันจัดขึ้น เช่นประเพณีสังสรรค์ชาวไร่ที่ทำไร่เลื่อนลอยในสวนป่าปลูกใหม่ ชาวบ้านรอบๆพื้นที่ที่เข้ามาอาศัยพื้นที่ปลูกป่าทำไร่พืชไร่อายุสั้นเช่นข้าวโพด ข้าวไร่ ข้าวฟ่าง ละหุ่ง และฝ้าย ตามแต่ใครอยากปลูกอะไรตามใจหมด ขอเพียงอย่าตัดต้นไม้ที่ปลูกใหม่ๆ

                    งานสังสรรค์ ในทุกๆสิ้นปี  ชาวไร่และชาวสวนป่าจะเข้ามากินเลี้ยงร่วมกัน มีการละเล่นหลายอย่าง ที่ผมจำได้และสนุกมากก็คือการต่อยมวยทะเล การวิ่งกระสอบ การแข่งขันร้องเพลง ครูเป็นกรรมการและเป็ฯโฆษกทำให้งานสนุก หัวเราะกันกลิ้ง 

                    นอกจากนั้น เมื่อปลาที่ประมงแม้วเอามาปล่อยในสระกลางหมู่บ้านโตแล้ว ก็มีการขายบัตรตกปลาในสระน้ำกลางหมู่บ้าน ได้เงินเข้ากองกลางหมู่บ้าน ได้ปลากินกันอร่อยสมอยาก ได้เฮกันลั่นเมื่อใครยกยอได้ปลาตัวใหญ่ๆ หรือบางคนทอดแหได้ปลาเยอะๆ

                   ผม ยอมรับว่ามีความสุขมากในช่วงนั้น และทีจะลืมเสียไม่ได้เลย คือตอนที่ได้แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนขาวสะอาด ตื่นเต้นกันทั้งบ้าน ผม น้องชาย ใส่ทั้งชุดนักเรียนและถุงเท้า รองเท้าสีน้ำตาล โก้มาก นักเรียนทุกคนอมยิ้มกริ่มกันทั้งวัน ครูที่สอนพวกเราเป็นครูจากทางราชการส่งมาให้ ชื่อครูมิ่งขวัญ ครูโสภณ  ครูแหวว  ครูสวาท และครูปรีชา ครูสามคนหลังนี้ "หัวหน้า"จ้างมาให้ช่วยสอน

                  วันนี้  เพื่อนบ้านของผม พ่อแม่ผม ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตไปจากเดิม เพราะว่าอายุมากแล้ว จึงช่วยกันทำสวนครัวบนที่ดินที่ได้รับการจัดสรรไว้ให้ พ่อผมเลี้ยงปลาในบ่อ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์  ปลูกข่าตะไคร้ ปลูกกะหล่ำปลี มะเขือพวง กล้วยน้ำว้า ฟักเขียว ฟักทอง หัวปลี

                 แต่เมื่อพ่อเห็นว่าในป่ามีของให้เก็บก็จะเข้าป่าไปเก็บกันมากิน เหลือก็ขาย เช่น หน่อไม้ ใบตำลึง ยอดผักหวานป่า ไข่มดแดง เห็ดตามฤดูกาล  ชะอม หนอนไม้ไผ่(รถด่วน)  แล้วก็ให้แม่เอาไปขายที่ตลาดเกษตรหน้าหมู่บ้าน เหมือนแม่บ้านของแต่ละบ้านซึ่งได้นำผลผลิตที่ได้จากการเกษตรกรรมทำกินกันตามประสามาขาย ขายกระทั่งใบผักเฮียกหน้าบ้านครับ   

             

                   นอกจากนี้ ยังทำอาชีพเสริมโดยการทำงานจักร สาน เช่น เก็บดอกต้นก๋งมาตากแดดขายเป็นกิโลกรัม  แต่บางทีก็ทำไม้กวาดดอกก๋ง  สานตระกล้า สุมไก่  ซ้าหวดนึ่งข้าวเหนียว ไม้สลาบ(ไม้ไผ่เหลาเป็นซี่ขนาด 1.5 ซม. ยาว 2 เมตร) มีรายได้จากการขายกันวันละไม่ต่ำกว่า 300 บาท โดยไม่ต้องหวังพึ่งทางราชการจ้างปลูกป่าอีกต่อไป

                   ที่นี่ ปลูกป่าเป็นอาชีพมานานหลายสิบปี แล้วจึงปลูกคนให้อยู่ได้ด้วยวิถีพอเพียง ครับ   

 

 

  

 

 

 

 

 

Tags : วัวนม

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง

 
view