http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 08/01/2020
สถิติผู้เข้าชม7,934,393
Page Views9,924,051
« January 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(save the forest green)
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
เรื่องสั้น/เรื่องยาว - สกู๊ปพิเศษ -บทบรรณาธิการ
นานาอาชีพ-เบ็ดเตล็ดเกร็ด..น่ารู้
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42350726
http://www.thongthailand.com/articles/42028136/แก่นจันทน์พรรณไม้-บทพิสูจน์อดีตนักวิชาการป่าไม้-เพาะกล้าไม้
ซือวานโฮมสเตย์ที่พักคีรีโฮมสเตย์
 

เสือกลิ่นสาบตอน33. น้ำตา-น้ำใจ โดยอินทรี ดำ

เสือกลิ่นสาบตอน33. น้ำตา-น้ำใจ โดยอินทรี ดำ

เสือกลิ่นสาบ

ตอน33. น้ำตา-น้ำใจ

โดยอินทรี ดำ

               ชั่วสามคืนสามวัน ข่าวสะพัดไปทั่ว โดยเฉพาะหมู่บ้านที่รายรอบทำมาหากินอยู่ในแผ่นดินเดียวกันกับการปลูกป่ารักษาต้นน้ำ ซึ่งเคยเกิดกรณีพิพาทกันมานานกว่า 3 ปี แต่หลังจากสร้างสะพานใจถึงกันได้ ทุกหมู่บ้านเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน บ้านใดใกล้หรือไกลบอกบุญผ้าป่าสามัคคีมณีไม่เคยขัด บ้านไหนประสงค์จะใช้พื้นที่ทำกินในผืนป่าแปลงที่จะต้องปลูกป่าใหม่ หรือแปลงที่จะปลูกซ่อมใหม่ มณีให้ผู้ช่วยไปบอกกล่าวเล่าความแล้วชวนเชิญ สานประโยชน์ร่วมกัน จนรู้กติการะหว่างกัน

               "หัวหน้ามณี ผมบอกได้เลยนะครับว่า หากหัวหน้าจะไปปลูกป่าที่พื้นที่ไหน ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอนี้เขายอมรับในหลักการ หัวหน้ามณีไปได้ทุกที่นะครับ"

               นายอำเภอนาน้อยชื่อสมศักดิ์ บุญเปลี้อง ผู้ที่เข้าใจและเข้ามาคลุกคลีตีโมงกับมณีและชาวบ้านในปกครองของท่านกล่าวเล่าให้มณีฟังนานมาแล้วมณีได้รับการยอมรับว่าเป็นหัวหน้าหน่วยปลูกป่าที่เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง ตั้งมั่นในหลักการ และเอื้ออารีต่อคนยากจนและชาวไร่ที่ต้องอาศัยการทำกินในผืนป่าต้นน้ำแบบ “การปลูกป่าโดยอาศัยชาวไร่” และเคลื่อนย้ายที่ทำกินตามพื้นที่ที่จะเปิดปลูกป่า ชาวไร่มีพื้นที่ทำกินทุกปี กรณีพิพาทหดหายไปจนสิ้น เหลือเพียงรอยยิ้มให้กันและกัน  

               ครั้นมณีเข้ารับหน้าที่หัวหน้าสำนักงานพัฒนาป่าไม้ที่ นน.2 มีหน้าที่หลักคือต้องปราบปรามการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ปี พ.ศ.2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 จับโจรขโมยตัดไม้และถางไร่ป่าใหญ่ๆ มณีทำจริงจังจนเป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่ว "ฉายาปีศาจขาว" คือรถยนต์สายตรวจสีขาวที่ถ้าต้องไล่จับไม้หากจับได้ไม่มีการยอมความ ซื้อความผิดไม่ได้  แม้กระทั่งบริษัททำไม้จำกัดผู้ยิ่งใหญ่  มณีให้ความยุติธรรมเท่าเทียม

แสงยามรุ่งอรุณที่งดงาม

               มณีเคยถูกต่อต้านด้วยการเดินขบวนไม่ให้ปลูกป่าถึง 13 หมู่บ้าน แต่ภายหลังมณีมีเพื่อนบ้านที่รู้และเข้าใจให้ความร่วมมือ 13 หมู่บ้าน ศัตรูกลายเป็นมิตรชิดใกล้ โดยเฉพาะหมู่บ้านป่าไม้ที่มณีและพี่น้องร่วมใจกันสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงทุกค่ำคืน บ้านหลังสุดท้ายสร้างเสร็จ ก็สร้างอาคารเพื่อให้เป็นโรงเรียน แล้วก็วัดที่พึ่งทางจิตวิญญาณ 3 ปีสุดท้ายก่อนขอย้าย มณีสร้างมูลนิธิเพื่อส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนแบบต่อเนื่อง และสร้างมูลนิธิเพื่อผู้สูงอายุต้นแบบบำนาญประชาชนของพวกเราชาวดอย 

               "ผู้ใหญ่ หัวหน้าจะย้ายไปวันใดหรือ"

               "พี่ชุ่ม หัวหน้าเขาจะย้ายไปจริงๆหรือ"

               "ถ้าท่านจะไปวันไหน บอกด้วยนะ"

               “เสียดายนะ ข้าราชการอย่างนี้หายาก”

               “บ้านพี่ชุ่มเจริญก็ด้วยหัวหน้าแท้ๆ”

               มณีกำหนดวันเดินทางอย่างช้าที่สุดเท่าที่จะหลีกเลี่ยงอยู่ได้ 15 วันหลังรับทราบคำสั่ง มณีต้องจำใจจาก แรกก็คิดว่าอยากย้ายไปเสียที ทำดีไม่ได้ดี จะทำไปทำไม ครั้นได้รับคำสั่งให้ย้ายจริงกลับอาวรณ์นอนไม่หลับ คิดวนไปวนมา อยากย้ายไปจริงๆหรือ อยากย้ายแน่ใช่ไหม แต่ก็ตอบได้ว่าแท้จริงไม่อยากย้ายในเมื่อย้ายไปก็เท่าเดิมเช่นนั้นหรือ

               มณีตอบตัวเองได้ว่า งานนี้เป้นการปิ้งปลาประชดแมวแท้ๆ   

 

ป่าดงที่เคยเนาเฝ้าระวังทุกลมหายใจ

               ก่อนเดินทางไปตามกำหนดเวลา 5 วัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ละแห่งนำพาลูกบ้านมาหา แล้วก็ล้อมวงกันผูกข้อมือลา เหมือนว่าเรียกขวัญ แต่ทำไมคนผูกและคนถูกผูกน้ำตาไหลพรากลงอาบแก้ม มณีหมดยางอายเมื่อได้ยินคำพูดจากปากของพี่น้องที่อุตสาห์มาจากแต่ละบ้านค่อยๆเอ่ย แผ่วๆ พร้อมกับจับด้ายสายศีลรูดลงตรงกึ่งกลางแขนจนถึงโคนฝ่ามือ

               “ขอให้หัวหน้าเดินทางไปดีมีสุขหมดทุกข์และโรคภัย อยู่ที่ไหนก็ขอให้ทำดีเหมือนกับอยู่ที่นี่เถอะนะคะ” พี่ผู้หญิงที่เคยชี้หน้าว่ากันแรงๆครั้งที่ยังไม่เข้าใจกัน แล้วกลับนิยมรักใครกันและกันล้นเหลือพูดเบาเสียงสั่นเครือ

               “หัวหน้าครับ ตั้งแต่ผมเห็นป่าไม้มาอยู่ที่นี่ ผมยังไม่เคยเห็นใครคิดดีทำดี สร้างแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้าน ทั้งเด็กๆที่กำลังศึกษา และคนเฒ่าคนแก่ อย่างนี้เลย ชาวบ้านเขารักเคารพหัวหน้ากันทุกคนนะครับ” ผู้ใหญ่บ้านหมู่หนึ่งกล่าวด้วยเสียงที่ดังฟังชัด

               “ผมดีใจแทนชาวบ้านที่หมู่บ้านป่าไม้ในอดีตแห่งนี้ ที่มีหัวหน้ามาเสกสรรให้เจริญ ผมดีใจนะครับที่ชาวบ้านได้รับความรักและเอ็นดูจากหัวหน้า” ลุงทำไร่ใกล้ๆห้วยสามสบเอ่ยด้วยปิยะวาจาเหมือนอาบน้ำทิพย์ชโลมใจ ทั้งๆที่ครั้งหนึ่งเคยแบกปืนจะมายิงมณีที่ขอพื้นที่คืน

                รุ่งอีกวันก็มีพี่น้องอีกหมู่บ้านเข้ามาขอผูกข้อมือปลอบขวัญ น้ำตาไหลนองหน้าด้วยความซาบซึ้งใจและอาลัยหา

                วันสุดท้ายก่อนจาก มณีต้องเสียน้ำตาแทบว่าจะเหือดแห้ง ด้วยการกอดรัดของม้วน เทียม ใบ แก้ว พี่น้องที่ร่วมงานลำบากยากเย็นด้วยกันตลอดมา

               “ค่ำลงก็พัฒนาๆ ยังกับเป็นคอมมูนิสท์”

               “กลางวันปลูกป่าก็เหนื่อยจะตาย เมื่อยขบ แต่พอตกค่ำต้องแบกจอบออกมาพัฒนาทุกคืนๆ เป็น 5 ปีกว่าจึงได้ยั้ง”

               นั่นคือคนที่เคยบ่นว่าสารพัดใส่มณี แต่วันนี้กลับนั่งร้องไห้จนขี้มูกไหลเลอะ เสียงรำพึงรำพันที่กล่าวจากใจช่างไพเราะ  มันคือภาพความทรงจำที่มณีไม่เคยลืม ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นไป เพียงแค่นั้นหรือ

คิดถึงคืนวันที่เคยไปพักผ่อนนอนเล่นกันที่แก่งหลวง

              มณีนั่งค้อมตัวลงยื่นแขนและมือสองข้างให้พี่น้องเข้ามาผูกข้อมือ รับคำอวยพรด้วยน้ำตา ไม่มีนางเอกสักคนหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาให้ ไม่มีช่วงเวลาที่จะใช้ชายแขนเสื้อป้ายน้ำตา มณีคิดในใจ “มีคนร่ำไห้อาลัยหา” ถึงเพียงนี้เทียวหรือ มณีปลื้มใจที่ทำดีที่นี่ที่กลางหุบเขาในหมู่บ้านเล็กๆกลางพงไพร มีคนเห็นและรัก แม้ทำดีไม่มีตำแหน่งแต่ภาพวันนี้มณีจดจำไปชั่วชีวิต มณีได้แต่นั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลลงอาบแก้ม กลั้นสะอื้นอยู่ในอก

               คืนก่อนกำหนดวันเดินทาง มณีแต่งตัวสบายๆใบหน้ายิ้มระรื่นเหมือนว่าอยากจะไป ครอบครัวรอรับอยู่ทางกรุงเทพดีใจ “พ่อจะกลับบ้านแล้ว” ประเสริฐหัวหน้าคนใหม่จัดรถปรับอากาศอย่างดีนำคณะพี่น้องร่วมทุกข์ไปส่ง

              “มีพี่น้องชาวบ้านเราแห่งเดียวก็เกินรถครับ” ประเสริฐเล่าให้ฟังเย็นสุดท้าย

              “ทำไง” มณีเอ่ยสั้นๆ

              “คงต้องใช้วิธีเก่าเมื่อเข้าแก่งหลวง”ประเสริฐพูดแล้วมองหน้ามณี

             “จับเบอร์” มณียิ้มแล้วก็นึกภาพคนผิดหวัง อาจได้คนที่เคยขัดขวางเวลาชวนกันพัฒนาหมู่บ้าน หรืออาจได้คนแก่หง่อม แต่อยากไปเห็นกรุงเทพอีกสักครั้งก่อนตาย

              คืนนั้นประเสริฐเรียกประชุม

             “เบอร์ที่จับได้เก็บไว้เป็นตั๋วขึ้นรถพรุงนี้นะ ทำหายอดไปเน้อ”

              แล้วลงมือจับเบอร์ คนที่อยากไปมากที่สุดกลับไม่ได้ไป เกิดการแก่งแย่งที่จะแลกเปลี่ยน

              “ลุงให้เหล้าขวด ขอเปลี่ยนนะ” แต่ไม่มีใครยอม

              “ขอลุงกลับไปเห็นกรุงเทพอีกสักครั้งก่อนตายเถอะ” ลุงชุ่มหมดหวังสิ้น จำใจอยู่เพื่อโบกมือลา

ภาพที่เห็นเป็นปกติยามเช้า

               บนรถปรับอากาศเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แอ๊ดรับหน้าที่สร้างความบันเทิง แอ๊ดเป็นหัวหน้าคนงานคนหนึ่งที่มีความสามารถหลายอย่าง เว้นแต่ไม่ค่อยรับผิดชอบชีวิตตัวเองนัก “เมา”  แอ๊ดขึ้นไปเล่าเรื่องการจับเบอร์คืนก่อน เล่าไปพลางก็วกกลับไปที่ลุงชุ่ม ผู้ผิดหวัง แอ๊ดใส่ไม่ยั้งเมื่อเล่นกันแล้ว

              “ป่านนี้ลุงชุ่มคงนั่งน้ำตาย้อยอยู่บ้าน”แอ๊ดดัดเสียงให้ดูน่าสงสาร

              “อุตสาห์ขอแลกด้วยเหล้าขวดหนึ่ง ติดสินบนผม จะขอไปเห็นกรุงเทพก่อนตายอีกสักครั้ง”เรียกเสียงหัวเราะกันครืน มณีหัวเราะตามด้วยเห็นขำ

              “ขอให้ทุกคนแสดงความไว้อาลัยแด่ลุงชุ่ม”

              แอ๊ดกล่าวจบก็ได้เห็นว่าทุกคนยืนขึ้นทำทีไว้อาลัยให้ลุงชุ่ม แต่กลายเป็นหัวเราะด้วยความขบขัน ในจำนวนนั้นมีคนเดียวใส่หมวกหลุบหน้านั่งนิ่ง เมื่อแอ๊ดกล่าวคำว่า

              “ขอบคุณครับ”

              แต่กลับมีชายใส่หมวกหลุบหน้าลุกขึ้นยืนแล้วเปิดหมวก กล่าวสั้นๆใบหน้ายิ้มละไมไปด้วยรอยตีนกาบอกอายุขัย 

               “ขอบคุณครับ”

              “ลุงชุ่ม” มีเสียงตะโกนดังขึ้นพร้อมๆกันจากอาการตกใจ

              “มาได้ยังไงเนี่ย”  ลุงชุ่มเป็นเป้าสายตาทุกคู่  

               “ออกมาเลยลุงชุ่ม ออกมาเล่าให้พี่น้องฟังหน่อย” ลุงชุ่มวางหมวกแล้วเดินไปจับไมค์

ศาลากลางน้ำกลางหมู่บ้านของเรา

              “ผมขอแลกเบอร์ใครๆก็ไม่ยอม ผมเลยชวนไอ้น้อยไปนั่งกินเหล้าที่บ้าน มอมเหล้ามันขวดเดียว มันเมาฟุบไป ผมก็เลยล้วงเบอร์มันมาเนี่ยครับ เรื่องก็มีแค่นี้ครับ” ลุงชุ่มโชว์เบอร์ไอ้น้อยเสียงหัวเราะขำขันกันยิ่งกว่าเด๋อดอกสะเดามาแสดง

              “อยากกลับไปเห็นกรุงเทพก่อนตายอีกสักครั้งหนึ่ง” ลุงชุ่มจบด้วยคำพูดน่าสงสาร แต่เพื่อนๆกลับหัวเราะกันเกรียว มณีน้ำตาไหลไม่รู้ตัว แล้วคว้าไมค์จากมือลุงชุ่มอีกมือป้ายน้ำตา

              “เราหรือน้ำตาไหล นึกว่าลุงชุ่มอาลัยหาแต่เปล่า แกอยากไปเห็นกรุงเทพก่อนตาย” เสียงหัวเราะก๊ากๆๆ มณีนั่งกดท้องที่แข็งจากขำ

               “ขึ้นมาก็ดีแล้ว “ซอ”ส่งหัวหน้ากันหน้อ” ลุงชุ่มมือพิณพยักหน้า คนนั่งข้างลุงชุ่มคว้าพิณมาส่งให้ แอ๊ดขึ้นต้นเสียงตามท่วงทำนองพิณ

               “วันนี้วันดีพี่จาย(ชาย)เฮาจะได้ปิ๊ก(กลับ)บ้าน แม่นว่าเปิ้น(เขา)อยู่กับเฮา(เรา)มาเมิน(นาน) ก็บ่เคยเอิ้น(พูด)สักคำ ว่าอิ๊ด(หนื่อย)ว่าอ่อน ได้แต่พร่ำสอนพร่ำสั่ง ฮื้อ(ให้)หมู่เอางานเอาการ ค่ำลงชวนมาพัฒนา เช้าเข้าป่าดงดอย...........

                มณีนั่งฟัง “ซอ”สดๆบนรถแม้นไม่ครบวงอย่างที่เคยได้นั่งล้อมวงกินเหล้าเคล้าเสียงพิณกันท่ามกลางหมอกที่ไหลลงอ้อยอิ่ง กลางหุบเขาเมื่อค่ำวันคืนเก่าๆ น้ำตารื้นขึ้น มณีซาบซึ้งใจที่ได้ร่วมทุกข์สุขกันมานาน เก้าปีกว่าๆ จากเพื่อนร่วมงานกลายมาเป็นเพื่อนร่วมชีวิต คิดแล้วมณีก็รู้สึกว่า ไม่อยากย้ายเลย อยู่ก็มีความสุขที่สุด

                ประเสริฐจัดรายการไปเที่ยวทะเลบางแสนพัทยาให้กับพี่น้องที่ร่วมเดินทาง เช้าตรู่มณีและครอบครัวช่วยกันเตรียมอาหารเช้าแล้วก็จัดข้าวห่อใส่ให้ไปกินที่ชายทะเล ให้เพื่อตอบแทนความรักที่มีให้ ให้ด้วยคิดว่าอยากให้เขามีความสุขกันบ้าง ทำงานด้วยความเหนื่อยยากลำบากแสนอยู่กลางพงดงดอยมาชั่วชีวิต ให้ได้ไปเห็นในสิ่งที่คนดอยอยากจะเห็น แม้นว่าต้องเหนื่อยแต่ก็สุขใจที่ได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของแต่ละคน

ความหลังเมื่อครั้งสุขสมกับเพื่อนๆ ที่เวียนมาเยี่ยมคนดอย

               เย็นย่ำสนธยาก็พากันกลับมาถึงบ้านมณี ได้เวลาล่ำลากันเพื่อจาก พี่น้องยืนเข้าแถวกันเหมือนเข้างานรอคำสั่งจากหัวหน้า แอ๊ดทำตลกอีก

               “ฤทธิ์ ราชจักร” มีเสียงตอบ มาครับๆ มาค่ะ ล้อการอำลาที่เงียบหงอย แล้วหัวเราะกันครืนใหญ่

               มณีเดินออกไปก้าวหนึ่งแม่บ้านและลูกๆยืนถัดไป แล้วกล่าว

               “ผมไปอยู่ที่หน่วยด้วยความรู้สึกเหงาๆ ผมรู้สึกว่ามีเส้นขั้นระหว่างหัวหน้าหน่วยกับคนงาน แล้วผมก็ได้ความรู้สึกใหม่เมื่อได้ลงทำงานร่วมกัน ผมมีเพื่อนร่วมงานเป็นทีม ผมลุยกับพี่น้องพัฒนาหมู่บ้านป่าไม้ของเราจนได้เป็นหมู่บ้านตามระเบียบมหาดไทย มีเลขที่บ้าน มีหมู่ที่ มีโรงเรียนให้ลูกหลาน มีวัดให้จูงศพไปป่าช้าเพื่อส่งขึ้นสู่สวรรค์ และมีมูลนิธิเพื่อเด็กและพี่น้องเมื่อแก่ชรา  แต่วันนี้ผมมีเพื่อนคู่คิดมิตรคู่กาย และในที่สุดผมรู้สึกว่าผม..ผม..”มณีนิ่งไปชั่วอึดใจ พยายามกลั้นก้อนสะอื้นลงคอ

                “ผมยังไม่รู้อนาคตตัวเองเลยว่าจะอยู่ดีมีสุขเหมือนอยู่ที่ “บ้านของเรา” ไหม”

รอยยิ้มที่เคยเห็น

                สิ้นเสียงมณี พี่น้องร่วมทุกและสุขก้มลงกราบมณี เสียงร่ำไห้ดังทั่วบริเวณ มณีน้ำตาไหลอาบแก้ม ก้มลงแตะไหล่แต่ละคน นัยน์ตาพร่าพรายด้วยหยาดน้ำตา “ขอให้ทุกคนเดินทางปลอดภัย ขอให้โชคดีมีความสุข ขอให้เด็กๆลูกหลานขยันเรียน” แล้วเพลงโบกมือลาก็ดังกระฉ่อนขึ้นในใจของทุกคน ม้วนเข้ามากราบจนชิด ร้องไห้จนตัวโยน

                ลุงชุ่มยกมือไหว้แล้วพร่ำบ่น จะมีใครด่าว่าหมู่ผมอีกละนี่ มณีหัวเราะทั้งน้ำตา 

Tags : เสือกลิ่นสาบตอน32.จะมีใครร่ำไห้อาลัยหา

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก เดือนละ 30,000 บาท ปีละ 300,000 บาท

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 10,000 บาท ปีละ 100,000 บาท

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า เดือนละ 1,000 บาท ปีละ 10,000 บาท

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี ครั้งละ 5,000 บาท

ฝ่ายการตลาด จิราภรณ์ ขจรศักดิ์สุเมธ "เจี๊ยบ" 086-669-6018 

E-mail: jeabaod@gmail.com 

 
view