http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 21/10/2021
สถิติผู้เข้าชม11,739,680
Page Views13,892,950
« October 2021»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

เรื่อง เลือกตั้งนายกฯโดยตรงถูกหลักวิชาหรือไม่ โดย วันชัย พรหมภา

เรื่อง เลือกตั้งนายกฯโดยตรงถูกหลักวิชาหรือไม่ โดย วันชัย พรหมภา

เรื่อง 

เลือกตั้งนายกฯ 

โดยตรงถูกหลักวิชาหรือไม่

นายปรีวุฒิ   บุตรดี     ประธานศูนย์พิทักษ์ธรรมเพื่อประชาชน

นายวันชัย  พรหมภา   ที่ปรึกษา

นายสมพร  มูสิกะ       ที่ปรึกษากฎหมายศูนย์พิทักษ์ธรรมฯลฯ

น.ส.บุญตา  จันทร์ภักดี    กรรมการ

น.ส.ศุภวรรณ  บัวเกลี้ยง  กรรมการ

นางพิชญกานต์  แก่นทับทิม     เลขานุการศูนย์ฯลฯ

จัดพิมพ์เผยแพร่โดยศูนย์พิทักษ์ธรรมเพื่อประชาชน

24  กุมภาพันธ์  2555

ไทยโพสต์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 5591 

ประจำวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555

พาดหัวว่า

“เลือกนายกฯ  โดยตรง  “ชุมพล” 

อ้าง  อบต.  ยังทำได้ 

พท. เหิมไม่ใช่เลือกในหลวง

รัฐสภา * เปิดฉากชำเรารัฐธรรมนูญวันแรกได้เรื่อง "ชุมพล" เสนอเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีทางตรง อ้างนายกฯ อบต.ยังทำได้ เพื่อไทยเฮตาม "ทั่นรองโรมานอฟ" ปากเสียระบุทำได้เพราะไม่ใช่เลือกในหลวง ขณะที่นักวิชาการ ฝ่ายค้าน ส.ว.รุมค้าน เฉ่งยับพวกกบฏแผ่นดิน คิดเปลี่ยนแปลงการปกครองปูทางรัฐไทยใหม่ "ดร.เหลิม" ท้าลั่นกลางสภา พา "ทักษิณ" กลับบ้าน ขณะที่นายกฯ พึ่งบารมีรองนายกฯ เช่นเคย

 ---------------------------

ศูนย์พิทักษ์ธรรมเพื่อประชาชน

เรื่อง  เลือกตั้งนายกฯ  โดยตรงถูกหลักวิชาหรือไม่

------------------------

                เพื่อนผมส่งบทความการเมืองมาให้ 2 ชิ้นซึ่งมีเนื้อหาขัดแย้งกันขอร้องให้ผมช่วยตัดสินด้วยว่า  บทความไหนถูกบทความไหนผิด  หมายความถึงถูกผิด   หลักวิชา  เขาบอกว่าจะเอาข้อเขียนของผมไปบอกประชาชน

                บทความหนึ่งเป็นข้อเขียนของ  ลม เปลี่ยนทิศ จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ 5 มกราคม  2555  เรื่อง  เลือกตั้งนายกฯ  โดยตรง  มีความว่า

                “...หลายฝ่ายเห็นด้วย  รัฐธรรมนูญ 2550 ของ คมช. จำเป็นต้องแก้ไขหลายประเด็น  เพราะคนร่างเอาใจคณะปฏิวัติ  กลายเป็นสร้างปัญหาในอนาคตมากกว่า  ช่วยพัฒนาระบอบประชาธิปไตย  มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ผมเห็นด้วยกับ  ดร.ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล...  ก็คือ  การเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง  เพราะที่มาของฝ่ายบริหารมาได้ 2 แบบคือ

  1. ประชาชนเลือก  ส.ส.  แล้ว  ส.ส.  ไปเลือกนายกฯ  ในสภา
  2. ประชาชนเลือกนายกฯ  โดยตรง

                ดร.ปริญญา บอกว่า การให้ประชาชนเลือกนายกฯ โดยตรงสามารถทำได้

                “คนชอบพูดกันว่า  ถ้าเลือกนายกฯ  โดยตรง  จะเป็นระบอบประธานาธิบดี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน  ระบบประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน  มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ  และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วย  เป็นระบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐเป็นประเทศแรก

                แต่ของไทยเป็น ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  นายกฯ  คือหัวหน้าฝ่ายบริหารแต่ไม่ใช่ประมุข  ดังนั้น  ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข จึงสามารถเลือกนายกฯ  โดยตรงได้ในทางวิชาการ  แต่ยังไม่มีใครทำแต่ทำได้”

                ก็เป็นแนวทางที่ น่าลอง แทนที่จะเป็น “ระบบผูกขาดอำนาจ”  ประชาธิปไตยแบบไทยๆ  ในปัจจุบัน  พรรคไหนมีเสียงข้างมากเกินครึ่งในสภาก็ผูกขาดอำนาจฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ  ได้ครองเก้าอี้ “นายกฯ”  และ  “ประธานรัฐสภา” ทำให้ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ  จะปู้ยี่ปู้ยำประเทศออกกฎหมายยังไงก็ได้

                การเลือกตั้งนายกฯ  โดยตรง  น่าจะช่วยให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้น  อย่างน้อยก็เปิดโอกาสให้ “คนเก่งคนดี”  ที่เป็นกลุ่มอิสระไม่สังกัดพรรคการเมือง  ลงสมัครชิงเก้าอี้นายกฯ  แข่งกับตัวแทนพรรคการเมืองได้

                ไหนๆ ก็คิดเพ้อเรื่อง  เลือกตั้งนายกฯ  โดยตรง แล้วผมก็คิดต่อไปอีกนิดว่า  คณะรัฐมนตรี  ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ  ก็ควรจะให้อำนาจนายกเลือกตั้งเป็นผู้เลือก ครม.  ทั้งหมด  แล้วเสนอให้รัฐสภาเป็นผู้อนุมัติเพื่อกลั่นกรองและตรวจสอบ  แล้วค่อยนำขึ้นทูลเกล้า  ไม่ควรตั้งกันเองจาก ส.ส. ในพรรค หรือลูกเมียเครือญาติกันอีกต่อไป  ประเทศไทยป่นปี้พอแล้ว

                วิธีนี้จะช่วยให้ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร มีการถ่วงดุลอำนาจกันอย่างแท้จริง

                ก็ขอบคุณ  ดร.ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล  ที่กล้าออกมาเสนอทางเลือกใหม่  ผมเองก็เสื่อมศรัทธาใน  ระบอบประชาธิปไตย  ที่เป็นอยู่เต็มที “สู้เอา  อำนาจประชาธิปไตยของประชาชน  คืนมา  ให้ประชาชน  เลือกนายกฯ  เองดีกว่า  ผมเชื่อว่า  น่าจะได้นายกฯ ที่ดีกว่าระบบเดิมแน่นอน”

                นี่คือข้อเขียนของ  “ลม  เปลี่ยนทิศ”

                อีกบทความหนึ่ง  เป็นบทความจาก  “หลักไท”  เรื่อง  กษัตริย์อาจลาออกถ้านายกฯ เลือกตั้ง  ซึ่งหนังสือพิมพ์หลักไทถอดมาจากการให้สัมภาษณ์ของ  “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช”  ต่อคณะนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ในโครงการวัฒนธรรมสัญจรจำนวน  130  คน  คำให้สัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  พอสรุปได้ว่า “การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีผิดหลักวิชาทำไม่ได้...  การเลือกนายกรัฐมนตรีก็เหมือนกับการเลือกประธานาธิบดี....  เมืองไทยมีในหลวงประทับอยู่  หากไปบอกว่าดี  แล้วท่านบอกจะลาออกขึ้นมาจะว่าอย่างไร  ใครจะไปหยุดรถพระอาทิตย์...”  (ที่บ้านพักซอยสวนพลู  เมื่อวันที่ 8 มกราคม  2530) 

                นี่คือคำให้สัมภาษณ์ของ  ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมช.  โดยสรุปครับ

ผมขอชี้แจงที่มาของ นายกรัฐมนตรี ที่ถูกต้องตามหลักวิชาก่อน ดังนี้ครับ

                ตามหลักวิชารัฐศาสตร์  ไม่ว่าจะเป็น  ประเทศรัฐเดียว (Unitary  State) หรือ  ประเทศหลายรัฐ  (Multi-state)  ไม่ว่าจะมี  รูปการปกครอง  เป็น  ระบบรัฐสภา  (Parliamentary  System)  หรือ  ระบบประธานาธิบดี  (Presidential System) หรือ ระบบกึ่งประธานาธิบดี (Semi-Presidential  System)  ไม่ว่าจะมี  สถาบันพระมหากษัตริย์  หรือ  สถาบันประธานาธิบดี  เป็นประมุขแห่งรัฐ  ไม่ว่าจะมี  การถ่วงดุล กันในลักษณะ  รวมอำนาจ (Fusion  of Power) หรือ แยกอำนาจ (Separation of Power) และไม่ว่าจะมี  หลักการปกครองแบบประชาธิปไตย  (Democratic  Government)  แบบเผด็จการ (Dictatorship) หรือ แบบคอมมิวนิสต์ (Communist  Government)  ก็ตาม  หลักความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของประเทศกับประมุขของการปกครอง หรือ “ประมุขของประเทศ” กับ “นายกรัฐมนตรี”  เป็นอย่างเดียวกันทั้งสิ้นครับ คือ “ประมุขของการปกครอง” หรือ  “นายกรัฐมนตรี” ขึ้นต่อ “ประมุขของประเทศ” หรือ “พระมหากษัตริย์” อย่างไม่มีเงื่อนไขตามหลักวิชาว่าด้วย “การจัดตั้งของรัฐ” (State  Organization)  กล่าวคือองค์การรัฐจะดำรงอยู่ได้  จะต้องมีการ  “รวมศูนย์”  (Centralization)  การรวมศูนย์จึงเป็นหัวใจสำคัญขององค์การจัดตั้งทั้งปวง เรียกว่า “ลัทธิรวมศูนย์”  (Centralism)  คือ

  1. องค์กรระดับล่างขึ้นต่อองค์กรระดับบน
  2. บุคคลขึ้นต่อองค์การจัดตั้ง
  3. ทั่วทั้งองค์การขึ้นต่อองค์การนำสูงสุดคือ  ประมุข

                ฉะนั้นรัฐต้องมีประมุขเป็น ผู้ถือดุล  มีอำนาจสูงสุดเหนือองค์กรอำนาจรัฐทั้งปวง  รัฐนั้นจึงจะดำรงอยู่ได้  และทำให้เกิดความมั่นคงแห่งชาติ  ถ้าประมุขแห่งรัฐเสียดุลอำนาจลงเมื่อใด  รัฐนั้นก็จะกลายเป็น “รัฐล้มเหลว”  (Failed  State)  ครับ  แต่ดูเหมือนประชาธิปไตยของบ้านเรา  ไม่ว่าชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลาง  ต่างก็พยายามบั่นทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตลอดเวลาครับ  โดยเฉพาะฝ่ายที่อ้างว่า “ปกป้องสถาบัน” จะบั่นทอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หนักกว่าฝ่ายที่ไม่เอาสถาบันเสียอีกด้วยครับ

                นายกรัฐมนตรี  (Priminister)  เป็นประมุขของการปกครอง  รับอำนาจการปกครอง หรือ อำนาจบริหาร (Administrative  Power) มาจากประมุขของประเทศ (Head of State)  ผู้ซึ่งถือ  อำนาจอธิปไตย (Sovereign Power)  นายกรัฐมนตรีจึงเป็น “ผู้แทน”  (Agent)  ของประมุขของประเทศในการใช้อำนาจบริหาร หรืออำนาจการปกครองจึงเรียกกันว่าเป็น รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  โดยประมุขของรัฐ (ประเทศ) เป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี  ซึ่งเป็นประมุขของการปกครอง  ด้วยเหตุนี้  นายกรัฐมนตรีจึงเป็นตำแหน่งทางการแต่งตั้งครับ  ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเลือกตั้ง  นายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งมิได้ครับ นี่คือหลักวิชาที่ถูกต้อง

                นั่นคือ  ประมุขของประเทศถือ  “อำนาจอธิปไตย”  (Sovereignty  Power)  แทน  “ประชาชน”  ตามหลักการในประวัติศาสตร์สมัยใหม่คือ  “ประชาธิปไตยทางผู้แทน”  (Representative  Democracy)  และใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 3 องค์กร  โดยแต่งตั้งประมุขการปกครองทั้ง 3 คือ  ประธานรัฐสภา  นายกรัฐมนตรี  และ  ประธานศาลฏีกา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น  “ตัวแทนประมุขของประเทศ”  เพื่อใช้อำนาจบริหารราชการแผ่นดินนั้น  จะต้องได้รับการแต่งตั้งจากประมุขของประเทศอย่างสิ้นเชิงและตลอดไป  ไม่ว่าประมุขของประเทศจะเป็น สถาบันพระมหากษัตริย์  หรือ สถาบันประธานาธิบดี ก็ตาม  เว้นแต่ประธานาธิบดีจะใช้อำนาจบริหารเองเช่นในสหรัฐฯ  ก็ไม่ต้องมีนายกรัฐมนตรีไม่ต้องแต่งนายกรัฐมนตรีทำให้ประธานาธิบดีมีทั้ง อำนาจอธิปไตยของปวงชน (Sovereignty of the people) และ  อำนาจบริหาร (Administrative Power) แต่ถ้ามีนายกรัฐมนตรีแล้ว  ต้องได้รับการแต่งตั้งจากประมุขของประเทศทั้งสิ้นครับ  นายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกตั้งมิได้  หลักความสัมพันธ์เช่นนี้เป็น  “หลักวิชา”  ที่กำหนดขึ้นมาจาก  “กฎของความจริงแท้”  (Reality  Laws)  เป็น  “สัจธรรม”  (Truth)  ที่มีหนึ่งเดียวจึงถูกต้องตลอดไป

                ตามที่  ดร.ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล บอกว่า  “การให้ประชาชนเลือกนายกฯ  โดยตรงสามารถทำได้  คนชอบพูดกันว่าถ้าเลือกนายกฯ  โดยตรงจะเป็นระบอบประธานาธิบดี  ซึ่งเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน  ระบบประธานาธิบดี  ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน  มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ  และเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารด้วยเป็นระบบที่เกิดขึ้นในสหรัฐเป็นประเทศแรก แต่ของไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข  นายกฯ  คือหัวหน้าฝ่ายบริหาร  แต่ไม่ใช่ประมุข  จึงสามารถเลือกนายกฯ  โดยตรงได้ในทางวิชาการ  แต่ยังไม่มีใครทำ  แต่ทำได้นั้น”

                ในประเด็นนี้ผมขอเรียนชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงตาม “หลักวิชา”  ดังนี้ครับ

  1. การให้ประชาชนเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงไม่สามารถทำได้ครับเพราะไม่มีในหลักวิชา ใน”หลักการปกครอง”  (Principle of Government) แบบประชาธิปไตย ซึ่งมี 5 หลักนั้น  คือ  1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน (Sovereignty of the People)  หรือจะเรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” (Democratic  Regime)  ก็ได้  2.  เสรีภาพของบุคคล (Freedom of the Person)  3.  ความเสมอภาค  (Equality)  4.  หลักนิติธรรม  (Rule  of  the  Laws)  และ 5.  รัฐบาลจากการเลือกตั้ง  (Elected  Government)

                        ฉะนั้น  ในหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยดังกล่าวนี้  ได้ถือเป็นหลักในทางวิชาการครับ  จึงไม่มีหลัก  “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง”  (Elected  Priminister)  มีแต่  “รัฐบาลจากการเลือกตั้ง”  เท่านั้นครับและต้องพึงเข้าใจด้วยว่า คำว่า  “รัฐบาล”  หรือ Government”  ในที่นี้หมายถึง  “การปกครอง” ครับ ไม่ใช่  “Cabinet” หรือ  คณะรัฐมนตรี  และยิ่งไม่ใช่  “Prime  Minister”  อีกด้วยอย่าไปไกลถึงขนาดนั้นเลย

  1. ตามที่  ดร.ปริญญา  เทวานฤมิตรกุล บอกว่า ระบบประธานาธิบดี  มีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้น  ผมขอเรียนว่า                   ดร.ปริญญา มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและสับสนในปัญหา  “รูปของการปกครอง”  (Form of Government)  กับ  “รูปของประเทศ(รัฐ)” “(Form  of  State)  ครับ  ซึ่งนอกจากสับสนแล้วยังเอามาปะปนกันอีกด้วยครับ

                รูปการปกครองมี 3 รูปด้วยกันคือ การปกครองในรูปของ 1. ระบบรัฐสภา  (Parliamentary System) 2. ระบบประธานาธิบดี (Presidential-system)  3.  ระบบกึ่งประธานาธิบดี  (Semi  Presidential  System)

                ปัญหาสำคัญที่เราต้องเข้าใจอย่างชัดเจนก็คือว่า  ระบบซึ่งเป็น  รูปการปกครอง  ที่ว่านี้ไม่ใช่  หลักการปกครอง  และไม่ได้เกี่ยวกับปัญหา  ประมุขของประเทศ ครับ  แต่เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ (System)  ระหว่าง  “อำนาจนิติบัญญัติ”  กับ  “อำนาจบริหาร”  กล่าวคือถ้าอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารรวมกันเรียกว่า  รวมอำนาจ  (Fusion of Powers)  ก็เป็น “ระบบรัฐสภา” ถ้าอำนาจนิติบัญญัติกับอำนาจบริหารแยกกัน เรียกว่า  แยกอำนาจ (Separation of  Powers) ก็เป็น  “ระบบประธานาธิบดี”  ทั้งนี้ไม่ว่าประมุขของประเทศ  จะเป็นพระมหากษัตริย์หรือสามัญชนก็ตามครับ

                ถ้าจะถามว่า  หลักการปกครอง  ของประเทศไทย  เป็นระบอบอะไรผมขอตอบว่าเป็นระบอบเผด็จการครับ  และถ้าจะถามว่า  รูปการปกครอง ของประเทศไทยเป็นระบบอะไร  ผมก็ขอตอบว่าเป็น ระบบพันทาง ครับ  ซึ่งมีประเทศเดียวในโลกที่เอาระบบต่างๆ มารวมกันในรัฐธรรมนูญของบ้านเรา  โดยไม่เคารพหลักวิชา  เพราะนักวิชาการบ้านเราชอบไปลอกแบบประเทศอื่นเขามาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญโดยปราศจากความรู้ทางการเมือง

                ส่วนปัญหาประมุขของประเทศ  นั้นอยู่ที่  รูปของประเทศ  ครับ  ไม่ใช่อยู่ที่  รูปการปกครอง  หรืออยู่ที่ระบบประธานาธิบดีครับ

                ในโลกยุคปัจจุบัน รูปของประเทศอันเนื่องด้วยประมุขของประเทศนั้นกล่าวโดยทั่วไปแล้วมี 2 รูปครับ คือ 1. ราชอาณาจักร (Kingdom)                       2. สาธารณรัฐ (Republic)  ราชอาณาจักรคือ  ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  สาธารณรัฐคือประเทศที่มีประธานาธิบดีหรือสถาบันอื่นที่ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ทั้งนี้ไม่ว่าประเทศนั้น ๆ จะมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือระบอบเผด็จการก็ตาม

                ทั้งๆ ที่ราชอาณาจักร คือรูปแบบของประเทศ  แต่ก็ยังมีนักวิชาการบางคนบอกว่าราชอาณาจักรไทยเป็นนามของประเทศไทย ครับ  ถ้าใครไม่เชื่อก็ไปถามคุณบวรศักดิ์  อุวรรณโณดูก็ได้  เพราะท่านเขียนไว้ในเดลินิวส์อย่างนั้น

                ฉะนั้น จึงขอเรียนว่าอย่าเอารูปของการปกครอง  (Form of Government)  ไปปะปนกับรูปของประเทศ  (Form of State)  และคำว่าระบบประธานาธิบดี (Presidential  System)  ก็ไม่ได้หมายถึง  ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนครับ  เพราะคำว่า  ระบบอะไร  นั้น  ในทางวิชาการหมายถึง  “ใครเป็นผู้ถือดุล”  ถ้าเป็น ระบบรัฐสภา  หมายถึง  สภาผู้แทนราษฎร  เป็น ผู้ถือดุล ถ้าเป็น ระบบประธานาธิบดี หมายถึง  ประมุขประเทศเป็น ผู้ถือดุล แต่บ้านเราไม่เอาสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ถือดุลครับ  เอาสภาสูงเป็นผู้ถือดุล  แล้วมอบอำนาจให้ศาลเป็นผู้ถือดุลแทน  ที่เรียกกันว่า  ตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งระบบนี้ไม่มีที่ไหนในโลกครับ  แต่ดูเหมือนคุณธีรยุทธ  บุญมี  สนับสนุนเหลือเกิน

  1. การเลือกตั้ง  นายกรัฐมนตรีโดยตรง  คือ  การเปลี่ยนรูปประเทศจากราชอาณาจักร เป็น สาธารณรัฐ

                ตามที่ ดร.ปริญญา  บอกว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  ก็เป็นการพูดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ฉบับปัจจุบัน  แต่ในความเป็นจริงของประเทศกลับมีการปกครองเผด็จการรัฐสภา เหลือเพียงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเท่านั้นที่ยังถูกต้องกับความเป็นจริงอยู่  แต่ถ้าเลือกตั้งนายกโดยตรง บทบัญญัติในมาตรา 2 ก็เป็นหมันไปหมดทั้งมาตราทันที  เพราะเป็นการตัดอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ให้ใช้ “อำนาจอธิปไตย” (Sovereign Power) และเมื่อนายกฯ  ซึ่งมีอำนาจบริหาร”(Administative  Power)  อยู่แล้วเมื่อนายกฯ  มาจากการเลือกตั้งของประชาชน  นอกจากจะทำให้นายกฯ มี “อำนาจอธิปไตย” เช่นเดียวกันประธานาธิบดีแล้ว  ยังทำให้นายกฯ  เป็นตัวแทนของประชาชนอีกด้วย  ไม่ใช่ตัวแทนของประมุขประเทศ  เพราะใครตั้งก็เป็นตัวแทนของคนนั้น  ถ้าประมุขของประเทศตั้งก็เป็นตัวแทนของประมุขของประเทศ  ถ้าประชาชนตั้งก็เป็นตัวแทนของประชาชนประมุขก็หมดอำนาจลงไปทันที  นี่คือวิธีทำลายราชอาณาจักร  ซึ่งผิดทั้งรัฐธรรมนูญและผิดทั้งกฎหมายอาญาครับ ที่ผมว่ามานี้เป็นปัญหาหลักวิชานะครับไม่ใช่พูดเพื่อเข้าข้างใคร หรือไปกล่าวหาใครว่า  “ล้มเจ้า” นะครับ  แต่มันล้มจริงๆ

  1. คณะนิติราษฎร์บอกว่า  พระมหากษัตริย์ต้องสาบานและปฏิญาณตนต่อรัฐสภาก่อนขึ้นครองราชย์  คล้ายๆ กับประธานาธิบดีสหรัฐที่ประชาชนเลือกตั้งมาแล้ว  ก่อนเป็นประมุขของประเทศต้องกล่าวคำปฏิญาณต่อศาลสูงของสหรัฐก่อนนั้นปัญหานี้ก็เป็นปัญหาทางวิชาการอีกปัญหาหนึ่งครับ  กล่าวคือเราต้องเข้าใจว่า  อำนาจอธิปไตยของประธานาธิบดีของสหรัฐกับอำนาจอธิปไตยของพระมหากษัตริย์ไทยนั้นไม่เหมือนกันคือ ประธานาธิบดีสหรัฐถึงแม้จะมีอธิปไตยด้วยการได้รับเลือกตั้งจากประชาชนก็ตาม  แต่ก็มีสิทธินำอำนาจนี้ไปใช้ได้เพียงทางเดียวเท่านั้นครับ  คือ  อำนาจบริหาร (Administative  Power) แต่พระมหากษัตริย์ไทยสามารถใช้อำนาจอธิปไตยได้ทั้ง 3 ทาง คือ ทางอำนาจนิติบัญญัติ (Legislative Power) อำนาจบริหาร (Administative  Power) และอำนาจตุลาการ (Judicial  Power)  โดยประมุขของการปกครองทั้ง 3 อำนาจนั้นมาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์  ทั้ง 3 อำนาจนั้นจึงต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์  มิใช่ให้พระมหากษัตริย์ไปปฏิญาณตนต่อรัฐสภาครับ  การพูดเช่นนี้เป็นการดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพครับ  ไม่ใช่แบบอย่างของนักวิชาการนะครับ

                ด้วยเหตุการณ์เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน  ทำให้นายกรัฐมนตรีผู้กุมอำนาจบริหารอยู่แล้ว  มีอำนาจอธิปไตยเพิ่มขึ้นอีกอำนาจหนึ่ง  ทำให้นายกรัฐมนตรีกลายเป็น “ประมุขของประเทศ”  ลักษณะเดียวกันประธานาธิบดีนั่นเองครับ  ที่ ดร.ปริญญา บอกว่าในโลกนี้จึงยังไม่มีใครทำนั้นก็ถูกต้องแล้วเพราะมันผิดหลักวิชานั่นเองครับ จึงไม่มีใครทำ

                ปัญหาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งของคนในชาติในหลายปีที่ผ่านมานั้นก็เพราะนักวิชาการและนักการเมืองบ้านเราไม่เคารพหลักวิชา โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”  นั้นหมายถึง “นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง”  นั่นเองครับ  แม้ว่าจะยังมิใช่นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรง  ตามที่คุณปริญญาเรียกร้องอยู่ในขณะนี้ก็ตาม  แต่ก็ได้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งกันจนแก้ไม่ตก  เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้มันผิดหลักวิชาอย่างร้ายแรง  ซึ่งนอกจากจะทำให้นายกรัฐมนตรีเปลี่ยนสถานะเป็นประธานาธิบดีแล้ว  ยังเป็นการละเมิดพระราชอำนาจ ละเมิดรัฐธรรมนูญ  บั่นทอนราชอาณาจักร และสั่นคลอนสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างร้ายแรง  ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความขัดแย้งกับประชาชนอย่างเป็นไปเอง  และหมดอำนาจลงตามลำดับ  และที่สำคัญยังนำไปสู่ความขัดแย้งของบรรดานักเลือกตั้งในการระดมสรรพกำลังแย่งอำนาจบริหารและอำนาจอธิปไตยกันอย่างเอาเป็นเอาตาย  ชนิดที่ไม่มีใครยอมใครอีกด้วยครับและถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่  เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง  ความขัดแย้งในขณะนี้ก็จะบานปลายไปสู่  “สงครามประชาชน”  อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ  เพราะนอกจากผิดหลักการ “ถือดุล” ของ “ระบบรัฐสภา” แล้ว ยังผิด “หลักการปกครองประชาธิปไตย  โดยเอาหลัก  “Elected Government”  ซึ่งเป็นหลักสุดท้าย  มาอยู่เหนือหลัก  “Sovereignty of The People”  ซึ่งเป็นหลักที่ประชาชนมีความต้องการอยู่ในขณะนี้อีกด้วยครับ

  1. ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของระบบรัฐสภาบ้านเราในขณะนี้ก็ไม่ต่างกับปัญหาระบบรัฐสภาที่ใช้กันอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรป  สมัยก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่  2  กล่าวคือระบบรัฐสภาที่ใช้กันอยู่ในยุโรปขณะนั้นล้มเหลวทั้งหมด  ก่อให้เกิดการแย่งอำนาจกันมากกว่าแข่งขันกันเพื่อเข้าไปทำหน้าที่สร้างสรรค์และพัฒนา  ทำให้เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเข้าไปกุมอำนาจรัฐ  ในรูปของบริษัทค้าการเมืองซึ่งไม่ใช่รูปของพรรคการเมืองที่แท้จริง  การแก้รัฐธรรมนูญจึงเป็นเพียงช่องทางให้กลุ่มการเมืองซึ่งเป็นนักฉวยโอกาสหาทางเข้าสู่สภา  เพื่อเป็นรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี  และยิ่งแก้รัฐธรรมนูญก็ยิ่งทำให้เผด็จการเข้มแข็งยิ่งขึ้นเท่านั้นครับ

                การเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา เป็นการต่อสู้กันของกลุ่มผลประโยชน์จึงเป็นการเลือกตั้งบนทฤษฎีแห่งความขัดแย้ง  และแทนที่จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  กลับกลายเป็น  การเลือกตั้งเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรี  แทนที่จะเลือกตั้งผู้แทนราษฎร “เข้าสภา”  กลายเป็นการเลือกตั้งผู้แทนนายทุน “เข้าทำเนียบ”  นี่คือความวิปริตที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ  ดังจะเห็นได้จากป้ายโฆษณาหาเสียงของพรรคการเมืองในขณะนั้น เช่น

                พรรครักษ์สันติ  เขียนว่า  “เลือกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  เบอร์ 12 คือ เลือกคนดีเป็นนายกฯ”

                พรรคพลังคนกีฬา  เขียนว่า  “แก้เศรษฐกิจเอา ดร.ศุภชัยเป็นนายกฯ”

                   พรรคประชาธิปัตย์  เขียนว่า  “เลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ เบอร์ 10”

                   พรรคเพื่อไทย  เขียนว่า  “เลือกยิ่งลักษณ์เป็นนายกฯ หญิงคนแรก เบอร์ 1”

                   พรรคชาติพัฒนา  เขียนว่า  “ขอเป็นนายกฯ ปรองดองเลือก พล.ต.สนั่นฯ”

                   พรรคไทยพอเพียง  เขียนว่า  “ต้องปฏิวัติประชาธิปไตยนายกฯ คนต่อไป เบอร์ 11”

                   ศาสตราจารย์ ดร.เขียน  ธีระวิทย์  ท่านเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง เรื่อง การเลือกตั้ง ส.ส. สงครามระหว่างความเท็จกับความจริง  ตอนหนึ่งมีความว่า  “เราถูกบังคับโดยกฎหมายให้ไปทำหน้าที่เลือก ส.ส. โดยมีคนจำนวนมากไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ให้เลือกผู้สมัครและพรรคที่ดีที่สุด  แต่ความจริงปรากฎว่า  การเมืองไทยมีความวิปริตถึงขั้นวิกฤติ  ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมากกว่าครึ่งหนึ่งจะไปใช้สิทธิเลือกรัฐบาล  ไม่ใช่เลือก ส.ส.”

               นี่คือความวิปริตในการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา  แม้ว่าจะยังมิใช่การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง  แต่ก็ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองจนหาทางออกไม่ได้จนถึงทุกวันนี้  โดยประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ตัว  และถ้ายังคิดแก้รัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง  คือเกินเลยกว่า  อาการวิปริตถึงขั้นวิกฤติ ของ ดร.เขียน ธีระวิทย์  แล้วอะไรจะเกิดขึ้น  ท่านทั้งหลายลองคิดดูกันเอาเองก็แล้วกันครับ

  1. ตามที่  “ลม  เปลี่ยนทิศ”  บอกว่า  “ผมเห็นด้วยกัน ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล  ก็คือ  “การเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง”  เพราะที่มาของฝ่ายบริหารมาได้ 2 แบบคือ
    1. 1.              ประชาชนเลือก ส.ส. แล้ว ส.ส.ไปเลือกนายกฯ ในสภา
    2. 2.              ประชาชนเลือกนายกฯ  โดยตรง  นั้น

                ผมขอชี้แจงว่า ที่มาของฝ่ายบริหาร  มาได้แบบเดียวเท่านั้นครับเพราะเป็น พระราชอำนาจ ของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะครับ

                ตามธรรมดาประมุขแห่งรัฐ  ตั้งนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่เป็น ฝ่ายข้างมากเด็ดขาด (Absolutemajority)  ในสภาผู้แทนราษฎร  ถ้าไม่มีฝ่ายข้างมากเด็ดขาด  ประมุขแห่งรัฐอาจหารือประธานสภาหรือพรรคการเมือง  เพื่อประกอบการพิจารณาว่าจะแต่งตั้งผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้  หรือไม่หารือก็ได้  หรือจะไม่แต่งนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่เป็นฝ่ายข้างมากก็ได้  เช่นกรณี สมเด็จพระนางเจ้าอลิซาเบธ พระประมุขแห่งอังกฤษ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลนอกสภาหลายครั้ง  ซึ่งถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะตัวของประมุขแห่งรัฐ  เพราะนายกรัฐมนตรีถือเป็นผู้แทนประมุขแห่งรัฐ  และถ้าประมุขแห่งรัฐเป็นพระมหากษัตริย์ ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  ซึ่งก็คือประธานรัฐสภา

                แต่บ้านเราดูเหมือนจะมีผู้เข้าใจผิดว่า ประธานรัฐสภาเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี  เพราะเป็นผู้นำชื่อผู้จะได้รับแต่งตั้งกราบบังคมทูล  หรือเพราะมีการซาวเสียงกันมาแล้วในสภา จึงเข้าใจว่าที่มาของฝ่ายบริหารมาได้หลายแบบ  และไปไกลถึงขนาดมีแบบให้ประชาชนเลือกนายกฯ  โดยตรงได้กันเลยทีเดียว  ความจริงประธานสภาเป็น “ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ” เท่านั้นครับ  แปลไทยเป็นไทยว่า  “ผู้รับคำสั่ง”  อาจนำชื่อบุคคลใดไปกราบบังคมทูลได้  แต่พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งบุคคลใดนั้นเป็นพระราชอำนาจ  หาใช่ว่าจะทรงแต่งตั้งตามที่ประธานรัฐสภากราบบังคมทูลไม่  เช่นการตั้งอาจารย์สัญญา  ธรรมศักดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี  ซึ่งมีคุณสมบัติสร้างความสามัคคีแห่งชาติได้ก็เป็นตัวอย่างที่ถูกต้องที่สุดของ “ระบบรัฐสภา”  และ “ระบบกึ่งรัฐสภา”  เรียกว่า “รัฐบาลพระราชทาน”  และก็ชอบด้วยกฎหมายและนิติประเพณีครับ

                ส่วนการ “ซาวเสียง”  หรือที่เข้าใจกันว่า “ประชาชนเลือก ส.ส. แล้ว ส.ส.ไปเลือกนายกฯ  ในสภา”  นั้น  ไม่ใช่หลักการครับ  แต่เป็นการแหวกแนว  การแหวกแนวนี้สืบเนื่องมาจาก  การแหวกแนวที่รัฐธรรมนูญวันที่  27 มิถุนายน 2475  บัญญัติให้  “สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรี”  คณะราษฎรปกครองโดย “ระบบพรรคเดียว” (One-Party System) และอยู่ในช่วงการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ซึ่งไม่อาจใช้รูปการปกครอง “ระบบรัฐสภา” ได้จึงใช้การซาวเสียงในสภา  เป็นวิธีเลือกแฟ้นนายกรัฐมนตรีในคณะของตน  ซึ่งต้องเข้าใจว่า การซาวเสียง มิใช่หลักการของระบบรัฐสภา  และไม่ควรถือเอามาเป็นแบบอย่างเพราะ  “ผิดหลักวิชา” ครับจึงขอเรียนชี้แจงว่า ที่มาของนายกรัฐมนตรีมาได้แบบเดียวครับ คือโดยการแต่งตั้งของประมุขประเทศ

  1. อีกปัญหาหนึ่งที่ผมเห็นว่าควรต้องนำมาทำความเข้าใจให้ชัดเจนก็คือคำว่า “วิชาการ”  และ  “นักวิชาการ”  ครับ  เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญมากครับ  กล่าวคือการแก้ปัญหาของชาติบ้านเมืองนั้น ต้องแก้ด้วย วิชา เท่านั้น  ครับ  ถ้าไม่รู้วิชาก็แก้ไม่ได้ครับ  ดังพุทธภาษิตที่ว่า

                          “สุวิชชาโน  ภะวัง  โหติ”                   -  ผู้รู้วิชาเป็นผู้เจริญ

                          “ทุวิชชาโน ปะรา  ภะโว                     -  ผู้ไม่รู้วิชาเป็นผู้ฉิบหาย

                ถ้าถามว่า “วิชา”  คืออะไร?  วิชาคือภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ภายในสรรพสิ่ง  ซึ่งมาจาก  “หลักวิชา” ที่กำหนดขึ้นจาก “กฎของความจริงแท้”  (Reality  Laws) ที่ดำรงอยู่จริง  (Existence)  ย่อมแน่นอนและถูกต้องตลอดไป  กฎของความจริงแท้เป็นความถูกต้องที่มีเพียงหนึ่งเดียว  จึงเรียกว่า “สัจธรรม” (Truth)  ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า  “ธัมมะ”  ครับ

                หลักวิชา  จึงมิอาจกำหนดขึ้นมาจากความเห็นของบุคคล หรือจากด้าน “อัตวิสัย”(Subjective)  ของบุคคลใด  เพราะหลักวิชากำหนดขึ้นมาจาก “ภววิสัย”  (Objective)  อันเป็นกฎของธรรมชาติ  ด้วยเหตุนี้หลักวิชาจึงเป็นเครื่องตัดสินความถูกผิดของ “ทฤษฎี” (Theory)  และ “นโยบาย” (Policy) ดังนั้น เมื่อทฤษฎีหรือความเห็นของบุคคล  และนโยบายขัดแย้งกับหลักวิชา  จะต้องถือเอาหลักวิชาเป็นหลักครับ  เพราะทฤษฎีและนโยบายนั้นกำหนดขึ้นมาจากความต้องการของมนุษย์  จึงเปลี่ยนแปลงได้ และไม่แน่นอนว่าจะถูกต้องเสมอไป  แต่หลักวิชาถูกต้องเสมอไปครับและยังเอาไปใช้แก้ปัญหาได้อีกด้วย

                ด้วยเหตุนี้คุณสมบัติของ “นักวิชาการ” ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ต้อง “เคารพหลักวิชา”  ครับ มิใช่ถือตนว่าเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยแล้ว  คิดจะเสนออะไรก็ได้  แล้วเข้าใจเอาเองว่า  เป็นข้อเสนอของนักวิชาการ ทั้งๆ ที่ข้อเสนอเหล่านั้นเป็น “อัตวิสัย” ล้วนๆ ซึ่งตรงกับคำกลอนที่ “เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์” เขียนลงหนังสือเดลินิวส์ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

            คนที่รู้และรู้ว่าตนรู้                              เขาเป็นผู้ฉลาดจึงพึงฟังเขา

ควรเชื่อถือความรู้อย่าดูเบา                            และควรเฝ้าใฝ่กระทำตามเขานั้น

            คนที่รู้แต่ไม่รู้ว่าตัวรู้                            เขาเป็นผู้หลับอยู่ไม่รู้นั้น

ควรปลูกเขาให้ตื่นขึ้นมาพลัน                       ได้ช่วยกันพาเขาให้ก้าวเดิน

            คนไม่รู้และรู้ว่าไม่รู้                            เขาเป็นผู้น่าสงสารพึงสรรเสริญ

ควรสอนเขาให้รู้สู้เผชิญ                                เขาจะได้จำเริญตามคัลลอง

            คนไม่รู้  และไม่รู้ว่าไม่รู้                     เขาเป็นผู้โง่เขลา กว่าใครผอง

หลงว่ารู้อวดเก่งเบ่งลำพอง                           ไม่สมควรเกี่ยวข้องทุกกรณี

            หนึ่งสองสามนั้นหาทำยายาก           ที่มีมากน่าสังเวชคือประเภทสี่

ที่บ้านเมืองเคืองเข็ญเป็นกาลี                        ก็เพราะคนประเภทนี้มีมากนัก

 

                วิชามีความสำคัญอย่างไร  ผมว่าชาวพุทธรู้ดี  เพราะได้ยินบทสวดมนต์กันอยู่เป็นประจำคือ

                อะระหัง  สัมมาสัมพุทโธ           :       พระพุทธเจ้า ผู้หมดกิเลศ (อรหันต์) ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง

                   วิชชาจะระณะ สัมปันโน            :       ทรงรอบรู้วิชา (รู้กฎธรรมชาติ)  และยังเผยแพร่พระธรรมนั้น

                   สุคะโต                                  :       (สุคติ)  เพื่อไปสู่ความหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด (วัฎฎสังสาร)

                   โลกะวิทู                                :       เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง (รู้ว่าโลกมีกฎเกณฑ์)

                    อะนุตตะโร                            :       (สูงส่งยิ่ง)  ไม่มีสิ่งใดเหนือกว่านี้อีกแล้ว (ถ้ารู้วิชชา)

                    ปุริสะธัมมะสาระถิ                    :       สอนสัตตะบุรุษรู้จักจำแนกธรรมชาติ 7 ประการ

                    สัตถา  เทวะมะนุสสานัง            :       ธรรม 7 ประการนี้  เอาไปสอนได้ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

                     พุทโธ  ภะคาวา  ติ                  :       ส่งผลให้เป็นผู้รู้จริง  และเป็นผู้มีแต่ความเจริญ

  1. เมื่อพูดถึง  “วิชา”  แล้ว  ผมก็ขอพูดถึง “อวิชชา”  สักเล็กน้อยครับ  อวิชชา  แปลว่า “ความไม่รู้” หรือ “ความหลงผิด”  ก็ได้  ในทางพุทธศาสนาสอนว่า  การหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ ถ้าเริ่มต้นจาก “อวิชชา” ก็จะหลงทางวนเวียนอยู่ใน “วัฎฎจักร”  การหมุนเวียน  ที่เมื่อถึงที่สุดแล้วก็จะวนกลับมาตั้งต้นใหม่ (Cycle)  รอบแล้วรอบเล่าหาทาง “หลุดพ้น”  (Emancipation)  ไม่ได้ กฎนี้เรียกว่า  “ปฏิจจสมุปบาท” แปลว่า ความอาศัยกันเกิดขึ้น  กล่าวคือถ้าเริ่มต้นด้วย  “อวิชชา” หรือความไม่รู้  อวิชชาจึงเป็นปัจจัยให้เกิด  “สังขาร”  สังขารเป็นปัจจัยให้เกิด “วิญญาณ”  วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิด  “นามรูป”  นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิด  “สฬายตนะ”  สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิด “ผัสสะ”  ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิด  “เวทนา”  เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิด “ตัณหา”  ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิด “อุปาทาน”  อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิด  “ภพ-ชาติ” ภพ-ชาติเป็นปัจจัยให้เกิด  “ชรา” ชราเป็นปัจจัยให้เกิด  “มรณะ”  มรณะเป็นปัจจัยให้เกิด  “อวิชชา”  คือเมื่อครบรอบแล้วก็กลับมาที่เดิม  เพื่อวนเข้าสู่รอบใหม่  หาทางออกไม่ได้ครับ

                ในทางการเมืองก็เช่นเดียวกันครับ  ถ้าเราจะทำให้บ้านเมืองของเราเป็นประชาธิปไตย  เราต้องเริ่มต้นจาก “ลัทธิประชาธิปไตย” (Democracy)  ครับ  ไม่ใช่เริ่มต้นที่ “ลัทธิรัฐธรรมนูญ” (Constitutionalism) เพราะลัทธิประชาธิปไตยเป็น “วิชชา” ลัทธิรัฐธรรมนูญเป็น  “อวิชา”  ครับ  ดังนั้นถ้าเอาลัทธิรัฐธรรมนูญไปสร้างประชาธิปไตย  ก็จะไม่ได้ ประชาธิปไตย  ครับ  ได้แต่รัฐธรรมนูญเท่านั้น 

                เมื่อพูดถึงลัทธิรัฐธรรมนูญ  เราหมายถึง  รัฐธรรมนูญนิยม (Constitutionalism) หรือการยึดติดในรัฐธรรมนูญ (เสพติด)  นะครับ  ไม่ใช่คำว่า รัฐธรรมนูญ  (Constitution)  เฉยๆ  การยึดติดนี้ทางศาสนาพุทธเรียกว่า “ติดรสธรรม”  ครับ

               ในทางการเมือง การเดินทางไปสู่ “สังคมประชาธิปไตย” (Democratic   Society)  ถ้าเริ่มต้นจาก  “ลัทธิรัฐธรรมนูญ” ก็จะหลงวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” ทางการเมือง  หมุนเวียนอยู่ในวงจรรอบแล้วรอบเล่าเช่นเดียวกันครับ  กล่าวคือถ้าเราเริ่มต้นสร้างประชาธิปไตยด้วย  “ลัทธิรัฐธรรมนูญ”  (Constitutionalism)  ไม่ใช่เริ่มต้นด้วย  “ลัทธิประชาธิปไตย”  (Democracy)   มันก็คือการเริ่มต้นด้วย  “อวิชชา”  นั่นเองครับ  เพราะลัทธิรัฐธรรมนูญก็จะนำพาไปสู่ การสร้างรัฐธรรมนูญ  (ไม่ใช่การนำไปสู่การทำให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน)  การสร้างรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่ การเลือกตั้งผู้แทน (ผู้แทนที่ว่านี้แท้จริงคือผู้แทนของนายทุนทั้งสิ้นไม่ใช่ผู้แทนราษฎร)  การเลือกตั้งผู้แทนนายทุนก็จะนำไปสู่ระบอบเผด็จการระบบรัฐสภา  (หมายถึงอำนาจอธิปไตยเป็นของนายทุนซึ่งเป็นผู้แทนของคนส่วนน้อย)  ระบอบเผด็จการรัฐสภาก็จะนำไปสู่  การคอร์รัปชั่น  การขูดรีดประชาชน และความไม่เป็นธรรม  ความไม่เป็นธรรมก็จะนำไปสู่ระบอบอนาธิปไตย เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในบ้านเมืองจนไม่อาจปกครองได้  ระบอบอนาธิปไตยก็จะนำพาไปสู่                การรัฐประหาร  ยึดอำนาจรัฐบาลเผด็จการรัฐสภา  การทำรัฐประหารก็จะนำไปสู่  ระบอบเผด็จการรัฐประหาร  หรือรัฐบาลทหารที่ใช้อำนาจกดขี่ประชาชน  ระบอบเผด็จการทหารก็จะนำไปสู่ การชุมนุมขับไล่รัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลทหารในคราบของพลเรือน  การขับไล่รัฐบาลทหารก็จะนำไปสู่การจลาจล  การจลาจลก็จะนำไปสู่  การใช้กำลังปราบปรามประชาชน  การใช้กำลังปราบปรามประชาชนก็จะนำไปสู่  การบาดเจ็บล้มตาย การบาดเจ็บล้มตายหรือ  “มรณะ”  ก็จะนำไปสู่ “อวิชชา”  หรือลัทธิรัฐธรรมนูญรอบใหม่อีกครั้ง  คือกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์รอบใหม่ด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่เช่นในขณะนี้

            การเมืองบ้านเรา  หลงวนเวียนอยู่ในวงจรอุบาทว์ที่ผมว่านี้มาตั้งแต่  พ.ศ.  2475  เรามีระบอบเผด็จการมาโดยตลอด  ประชาชนถูกนักการเมืองหลอกพาไปสร้างรัฐธรรมนูญทุกครั้ง  ไม่เคยพาไปสร้างประชาธิปไตยเลยซักครั้ง  เราได้รัฐธรรมนูญมาแล้วถึง 18 ฉบับ  แต่ทุกฉบับก็ถูกฉีกทิ้งทั้งหมดเพราะมันแก้ปัญหาไม่ได้  เหตุที่แก้ปัญหาไม่ได้ก็เพราะปัญหามันอยู่ที่  “ระบอบเผด็จการ” (Dictatorial  Regime)  ครับ  ไม่ใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญเลยถึงจะมีรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นอีกกี่ฉบับ  ผมก็ขอยืนยันว่าสุดท้ายก็ต้องถูกฉีกทิ้งทุกฉบับเหมือนกันครับ

             ดังนั้น  ตามที่คุณ  ลม  เปลี่ยนทิศ  บอกว่า “ท่านเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550 ของ คมช.  จำเป็นต้องแก้ไขหลายประเด็น เพราะไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น”  ผมขออนุญาตเอาคำพูดของท่านที่บอกว่า  “ประเทศไทยป่นปี้มาพอแล้วนั้น”  ฝากกลับไปยังท่านว่า  “ต้นเหตุที่ทำให้ประเทศของเราป่นปี้มามากเกินพอแล้วนั้น  ก็เพราะยังมีบุคคลอีกจำนวนไม่น้อย  เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยโดยไม่เรียกร้องให้เปลี่ยน  ระบอบเผด็จการ  ให้เป็น ระบอบประชาธิปไตย  นั่นเองครับรวมทั้งการเรียกร้องของท่านในครั้งนี้ด้วย

             ผมเอาเรื่อง “วิชชา”  และ  “อวิชชา”  มาเขียนนี้  ความจริงก็เอามาจากข้อเขียนของ  “คุณจำลอง  บุญสอง”  หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์  วันที่  10  กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา  โดยคุณจำลองพูดถึง  “หลักวิชา”  ไว้ถูกต้องมาก  ผมจึงเอามาขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ  คุณจำลองพูดถึงอวิชชาว่า  “เป็นความหลงผิด  การแก้ไขปัญหาใดๆ ก็ตาม  ถ้าเริ่มต้นจาก  “อวิชชา”  แล้ว  ก็จะวนเวียนอยู่ใน  “วัฎฎสงสาร”  ไม่พบทางออกกฎนี้พุทธศาสนาเรียกว่า  “กฎปฏิจจสมุปบาท”  ความเห็นผิดที่ว่า  “ลัทธิรัฐธรรมนูญ”  คือ “ลัทธิประชาธิปไตย”  จึงสร้างประชาธิปไตยกันด้วยรัฐธรรมนูญ  จึงได้แต่รัฐธรรมนูญ  ไม่ได้ประชาธิปไตย  ความหลงผิดนี้จึงทำให้ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับวงจรอุบาทว์มาเป็นเวลา 80 ปี ภายใต้ “ระบอบเผด็จการ”  เราหลงทางกันมา 18 รอบแล้ว  ขณะนี้กำลังเริ่มรอบที่ 19

            โดยปกติเราเดินวนรอบโบสถ์หรือหน้าเมรุกันเพียง 3 รอบเท่านั้น  เพื่อบวชหรือเผาศพ  แต่ก็วนกันมาแล้วถึง 18 รอบ และจะหมุนรอบที่ 19 กันอีกในไม่ช้า  อวิชชากันแท้ๆ ...  นักเคลื่อนไหวไทย  ไม่รู้วิชา  กันเลย  หลายครั้งที่ อวิชชาชน  เหล่านี้พาคนไปตายเพราะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญบ้าๆ บอๆ ต่อสู้เพื่อเสรีภาพ  โดยไม่แก้ปัญหาเรื่อง  “อำนาจอธิปไตย”  ก่อน  กลุ่มนิติราษฎรก็เช่นกัน...  ผมไปว่าเขาเรื่องเคลื่อนไหวเสรีภาพให้ประชาชนโดยไม่เคลื่อนไหวเรื่องอำนาจอธิปไตยปวงชนก่อนเป็นเรื่อง ไร้เดียงสา  เขาก็บอกว่าเขากำลังเคลื่อนไหวรัฐธรรมนูญ ให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตย  ผมฟังก็หัวเราะกลิ้งน้ำหูน้ำตาไหล  เพราะไม่มีที่ไหนในโลกเขาร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยได้เลยสักประเทศเดียว  มีแต่เขาเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยให้เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนกันก่อนทั้งนั้น  หลังจากนั้นก็จะเอารัฐธรรมนูญมารักษาระบอบประชาธิปไตย  รัฐธรรมนูญมีหน้าที่รักษาครับไม่มีหน้าที่สร้างไปเรียนมาจากโลกไหนหรือครับพี่ทั้งหลาย....”  นี่คือข้อเขียนของคุณจำลอง   บุญสอง

             ตามที่คุณจำลอง  บุญสอง  บอกว่า การหามผีไปเผานั้น ตามประเพณีเขาก็หามผีเดินวนรอบเมรุเพียง 3 รอบ ก็เอาไปเผากันแล้วครับ  แต่ผู้ปกครองบ้านเรายังคิดจะเวียนกันอีกเป็นรอบที่ 19  อยู่ในขณะนี้นั้น   ผมจึงขออนุญาตเพิ่มเติมข้อเขียนของคุณจำลองว่า มันจึงยิ่งกว่า “ผีเน่าโลงผุ”  แล้วนะครับ  โดยเฉพาะการหามผีรอบใหม่นี้  ก็ยังเกิดการถกเถียงกันเองอีกว่า  จะหาคนมาหามผีด้วยวิธีไหนดี  เลือกตั้งมาจังหวัดละคน  ผสมกับแต่งตั้งอีก 22 คนดี  หรือ  แต่งตั้งทั้งหมดดี  ผมก็ขอเรียนว่าเผาเลยดีที่สุดครับ

             สุดท้ายนี้  ผมขอเรียนชี้แจงให้พี่น้องประชาชนที่เคารพได้เข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ของชาติในสภาวการณ์ขณะนี้  ดังต่อไปนี้ครับ

  1. สภาวการณ์ของประเทศไทยขณะนี้  เป็นสภาวการณ์เพื่อประชาธิปไตยโดยมีการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยของประชาชนดำรงอยู่ต่อเนื่องนั้น  ในทางวิชาการเรียกว่า  “สถานการณ์ปฏิวัติ”  แต่ที่ยังปฏิวัติไม่ได้เพราะยังมีฝ่ายปฏิกิริยาบางกลุ่มบางพวกต่อต้านการปฏิวัติ  ด้วยการทำให้ประชาชนเข้าใจว่า  “การปฏิวัติ”  (Revolution)  หมายถึง  “รัฐประหาร”(Coup D’etat)  แต่ผมคิดว่าก็คงต้านได้ไม่นานครับ  เพราะเขาผืนกฎธรรมชาติไม่ได้ดอกครับ
  2. ปัจจัยสำคัญของความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้คือ  ความขัดแย้งระหว่าง “ฝ่ายประชาชน”  กับ  “ฝ่ายระบอบเผด็จการ”  ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่มีบทบาทครอบงำสถานการณ์ทั้งหมด  และมีบทบาทชี้ขาดสถานการณ์ในที่สุด  ส่วนความขัดแย้งของฝ่ายเผด็จการด้วยกัน  เป็นเพียง  “ปรากฏการณ์”(Appearance)  ภายนอก ที่สะท้อนออกมาจากความขัดแย้งด้านภายใน (Essence)  ดังนั้นการสร้างความปรองดองกันของฝ่ายระบอบเผด็จการรัฐสภาด้วยกัน  จึงมิใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของความขัดแย้งที่แท้จริง  การสร้างความปรองดองแห่งชาติจึงย่อมเป็นไปไม่ได้  จะเป็นได้ก็แต่มิคสัญญีกลียุคเท่านั้นครับ
  3. การโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง  และรัฐธรรมนูญฉบับปี  2550  เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ  เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากรัฐประหารนั้น  เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่ชอบด้วยหลักวิชา  เพราะคำว่า  “ระบอบเผด็จการ”  (Dictatorial  Regime)  หมายถึง  อำนาจอธิปไตยมิใช่เป็นของปวงชน  ซึ่งไม่เกี่ยวกับการที่ผู้ได้อำนาจนั้นต้องเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้งเพราะการเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงวิธีการได้อำนาจ  เรียกว่า  “วิธีการแบบประชาธิปไตย” (Democratic  Means)  ฉะนั้นจึงไม่ควรเอา  “ระบอบประชาธิปไตย” ไปปะปนกับ  “วิธีการแบบประชาธิปไตย”  และปัญหาก็มิใช่อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับไหน  แต่อยู่ที่ระบอบเผด็จการ  รัฐธรรมนูญ 2540  และรัฐธรรมนูญ 2550  ต่างก็เป็นรัฐธรรมนูญภายใต้ระบอบเผด็จการเหมือนกันจึงเป็นรัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการเท่ากันครับ  การแก้รัฐธรรมนูญโดยไม่แก้ระบอบเผด็จการ  จึงเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ  เพื่อหลอกประชาชนไปร่วมกันรักษาระบอบเผด็จการเท่านั้นครับไม่ใช่เรื่องอื่นเลย
  4. ปัญหาแก้รัฐธรรมนูญ  เป็นปัญหาความขัดแย้งของผู้ปกครองเท่านั้นมิใช่เรื่องของประชาชนเลยแม้แต่น้อย  จึงเป็นเรื่องผลประโยชน์ของเผด็จการทั้งสิ้น  ประชาชนจะไปยืนข้างไหนก็ไม่ถูกต้องทั้งนั้น  มีแต่ต้องทำให้เผด็จการรัฐสภาถูกทำลายลงไปเท่านั้น  คือผลประโยชน์ของประชาชนที่แท้จริง  และยังชอบด้วยกฎหมายแม่บทที่กำหนดให้  “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”  อีกด้วย
  5. การแก้รัฐธรรมนูญที่จะส่งผลดีต่อประเทศชาติและประชาชนนั้น ต้องแก้โดยอาศัยผู้รู้จริงเพียงไม่กี่คนเท่านั้น  เช่นรัฐธรรมนูญของอเมริกาก็ใช้ผู้ร่างไม่เกิน 15 คน  จีนคอมมิวนิสต์ก็ใช้เพียง 4 คน  อินเดียก็ร่างเพียงคนเดียวเท่านั้น  มิใช่ว่าจะต้องเลือกตั้งกันมาทุกจังหวัดโดยที่เลือกกันมาก็ล้วนแต่ปราศจากความรู้หลักวิชาทั้งสิ้น  เพราะการร่างรัฐธรรมนูญมิใช่ว่าจะเขียนอย่างไรก็ได้  เพราะรัฐธรรมนูญมิใช่นโยบาย  หรือมาประชุมกันเพียงเพื่อลอกเอาแบบอย่างของประเทศอื่นมาใช้มาสวมแทน การร่างรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องนั้นจึงนอกจากต้องเคารพหลักการและหลักวิชาที่ใช้กันทางสากลอย่างเคร่งครัดแล้ว  ที่สำคัญยังต้องมีความสามารถในการประยุกต์หลักการสากลเหล่านั้น  ให้เข้ากับสภาวการณ์ทางประวัติศาสตร์  และสภาพการณ์ทางสังคมของประเทศไทยให้ได้อีกด้วย  มิฉะนั้น  ก็จะกลายเป็นการร่างรัฐธรรมนูญที่ไร้สาระหาประโยชน์อันใดมิได้เลยเสียเวลาเปล่าๆ ครับ
  6. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญในบ้านเราจำนวน 18 ครั้ง  ที่ผ่านมาโดยไร้หลักการนั้น  จึงเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญกันตามชอบใจ  นอกจากยิ่งแก้ก็ยิ่งผิดมากขึ้นเป็นดินพอกหางหมู  จนหมูเดินไม่ไหวแล้ว ยังเกิดปัญหายิ่งแก้ก็ยิ่งบั่นทอน  “พระราชอำนาจ”  ของพระมหากษัตริย์อีกด้วย  ถึงขนาดมีการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงกันเลยทีเดียว  แล้วก็ยังมีนักวิชาการบางคนบอกว่าสามารถทำได้ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 291 (1)  วรรค 2  กำหนดไว้ว่า  “ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  หรือเปลี่ยนแปลง  “รูปของรัฐ” จะเสนอมิได้”

             โดยหลักวิชา ถ้านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนก็หมายถึง  “การเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ”  นั่นเองครับ  คือเปลี่ยนรูปจาก  “ราชอาณาจักร” เป็น “สาธารณรัฐ”  ครับ  ไม่น่าเชื่อเลยว่านักวิชาการจะไม่รู้ว่า  “รูปของรัฐ”  หมายความว่าอย่างไร

                ท้ายที่สุดนี้  ขอเรียนว่า  ประชาธิปไตยในบ้านเราจะเป็นจริงได้ก็มีแต่ประชาชนต้องร่วมมือกันสร้างขึ้นเองเท่านั้นครับ.

วันชัย  พรหมภา

วาเลนไทน์  555

    (สฬายตนะ)

(ผัสสะ)

(ชรา)

(อุปาทาน)

(ภพ-ชาติ)

(ตัณหา)

(เวทนา)

   (นาม-รูป)

(วิญญาณ)

(สังขาร)

               

                ลัทธิรัฐธรรมนูญ  (CONSTITUTIONALISM)            เป็นอวิชชา

                ลัทธิประชาธิปไตย  (DEMOCRACY)            เป็นวิชา

               

              การนำศพเวียนรอบเมรุ  เขาเวียนกัน  3  เท่านั้นก็เผาแล้ว  ลัทธิรัฐธรรมนูญบ้านเราหลงผิดเวียนกัน  18 รอบแล้วก็ยังไม่เผา  ยังจะเวียนเป็นรอบที่ 19 อีก  นักวิชาการ  นักการเมือง  และนักลัทธิรัฐธรรมนูญบ้านเราจึงยิ่งกว่าผีเน่าโลง         ผุเสียอีก  ประชาชนเดี๋ยวนี้ก้าวหน้ามาก  รู้ว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหาแน่  แต่ยังไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน  อันที่จริงปัญหาอยู่ที่  ระบอบเผด็จการหรืออำนาจอธิปไตย  ไม่ใช่เป็นของปวงชน  แต่เป็นของชนชั้นกลาง  หรือของนายทุน      โดยเอารัฐธรรมนูญมาปิดบังอำพรางระบอบเผด็จการ  เลยทำให้ประชาชนมองไม่เห็นระบอบเผด็จการ  มองเห็นแต่รัฐธรรมนูญมีปัญหา

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง

 
view