http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 ข่าวสาร  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  หน้าแรก
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 21/10/2021
สถิติผู้เข้าชม11,739,516
Page Views13,892,775
« October 2021»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      
lifestyle & review
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

การเดินทางของความคิดเราจะยุติสงครามกลางเมืองกันได้อย่างไร

การเดินทางของความคิดเราจะยุติสงครามกลางเมืองกันได้อย่างไร

การเดินทางของความคิดเราจะยุติสงครามกลางเมืองกันได้อย่างไร

การเดินทางของความคิดเราจะยุติสงครามกลางเมืองกันได้อย่างไร

การเดินทางของความคิด

เราจะยุติสงครามกลางเมืองกันได้อย่างไร

1.พรรค แนวร่วมและกองกำลัง

พรรคการเมืองคือการรวมตัวของหมู่ชนโดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าไปสถาปนา “อำนาจรัฐ” ครั้นเมื่อ Set Up ความเป็นพรรคขึ้นมาแล้วพวกเขาก็จะขยายความคิดจนทำให้เกิดมวลชนและแนวร่วมตามมา มวลชนและแนวร่วมเหล่านั้นแหละที่เป็นเสมือน  “ผึ้งงาน” เป็น “น้ำ” ที่คอย “หล่อเลี้ยง” “ปลา” คือพรรค โดยมี “ผึ้งทหาร” หรือ “กองกำลัง” ทำหน้าที่พิทักษ์พรรคและปฏิบัติการทางทหารเพื่อการก้าวเข้าสู่อำนาจรัฐด้วย

พรรคการเมืองเหลือง เป็นพรรคการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์ที่ประกอบไปด้วยชนชั้นสูง+ชนชั้นนายทุนผูกขาดเก่า เมื่อใดที่พรรคการเมืองดังกล่าวเข้าไปถือครองอำนาจรัฐ ไม่ว่าจะได้จาก ก.การ “เลือกตั้ง” ข. “รัฐประหาร” หรือ ค.ใช้มวลชนลุกขึ้นสู้+ทหาร ขบวนการนี้ก็จะปกครองรัฐด้วย “อำนาจอธิปไตยของชนชั้นสูง+ทุนผูกขาดเก่า” ซึ่งเป็นคนส่วนน้อย

“มวลชน” ของชนชั้นสูง+ทุนผูกขาดเก่าถูกจัดตั้ง 2 ชนิด ชนิดแรกคือมวลชนที่ถูกจัดตั้งทาง “ความคิด” ชนิดที่สองคือมวลชนที่ถูกจัดตั้งด้วย “ผลประโยชน์” ด้วยการ Set Up โครงการต่างๆขึ้นมาเพื่อใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการจัดตั้งทั้งสองแบบ และก็ไม่เพียงแต่จะใช้โครงการที่ Set Up ขึ้นมาเป็นปัจจัยในการจัดตั้งเท่านั้น พวกเขายังใช้โครงการเหล่านั้นมาทำ CSR ให้อีกต่างหาก การทำ CSR เป็นวิธีการทำ “การตลาดชั้นสูง” ที่พรรคอนุรักษ์นิยมใช้ ทั้งเพื่อ “สร้างภาพลักษณ์” และสร้าง “Royalty” ต่อ “ Brand” ของความเป็นอนุรักษ์

จัดตั้งมวลชนเป็นฐานของพรรคแล้วก็ยังไม่เพียงพอต่อการคงอยู่ในทางการเมือง พวกเขายังใช้วิธีการเข้าไป “ยึด” “จัดตั้ง” ตามองค์กร สมาคม ชมรมอาชีพต่างๆอีกต่างหาก โดยใช้พวก “ต้นทุนทางสังคมสูง” (ภาษาของพวกเขาเอง) ที่สร้างภาพขึ้น เข้าไปเป็น “ที่ปรึกษา” องค์กร สมาคม ชมรมเหล่านั้น การแทรกตัวเข้าเป็นที่ปรึกษาองค์กรก็คือการเข้าไป “ยึดจัดตั้ง” โดยไม่ให้คนในอาชีพนั้นๆรู้สึกว่าถูกยึดองค์กรนั่นเอง หลังจากยึดจัดตั้งได้แล้วก็ “เชื่อมโยงโครงข่าย” ระหว่างสมาคม ชมรมอาชีพต่างๆมาเป็น “กำลังทางการเมือง” ให้นั่นเอง

พรรคอนุรักษ์เข้าใจดีว่า “สื่อมวลชน” มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของพรรคในสังคมสมัยใหม่ ดังนั้นพวกเขาจึงส่งคนของตน เข้าไป “เป็นที่ปรึกษา” เข้าไปยึดจัดตั้งองคฺกรสื่อเอาไว้เพื่อบังคับทิศทางของการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ต่อพรรค บุคคลใดในวงการสื่อที่มีความคิดอิสระก็จะถูกผู้มีอิทธิพลนอกวงการสื่อเหล่านั้นไป “เป่าหู” นายทุน เป่าหู ผู้นำองค์กรจัดตั้ง ให้ “ลดบทบาท” “ลดหน้าที่” รวมทั้ง “เขี่ยออก” นอกวงการ ทั้งนี้เพื่อให้วงการสื่อหลงเหลือแต่เพียง “สื่อสัตว์เลี้ยง” “สื่อที่ไร้เดียงสา” (ทางการเมือง) ที่พวกเขาชี้นำได้ เพื่อ “ร่วมด้วยช่วยพีอาร์”

“แนวร่วม” ของพรรคอนุรักษ์ มีทั้ง “แนวร่วมชั้นสูง” และ “แนวร่วมมุมกลับ” แนวร่วมชั้นสูงก็คือนายทุนใหญ่ๆที่เป็นกำลังทางการเมืองและกำลังทางเศรษฐกิจให้โดยไม่รู้ตัว ส่วน “แนวร่วมมุมกลับ” ก็คือ พรรคการเมืองของทุนผูกขาดใหม่ (แดง) ที่ขึ้นมาปกครองประเทศด้วยอำนาจอธิปไตยของทุนใหม่ (หรือที่เรียกว่าระบอบเผด็จการของชนชั้นกลาง) ที่ผลิตมวลชน “ไม่ยอมรับการปกครองทุนใหม่” ให้ มวลชนที่ไม่ยอมรับการปกครองของฝ่ายทุนใหม่เหล่านั้นนั่นเอง ที่กลายเป็น “กำลังสำคัญ” ให้ “เหลือง” ทำสงครามชิงอำนาจรัฐกับแดงอย่างเข้มแข็งในวันนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวร่วมมุมกลับเหล่านี้จะรู้ดีว่า แกนนำการต่อสู้ของพรรค “เหลืองอนุรักษ์” จะมีสีเทาดำอยู่ในตัวเอง แต่เมื่อพวกเขา “เล็งเห็นว่า” พรรคชนชั้นกลางใหม่หรือพรรคทุนใหม่ “มีความเลวร้ายกว่า” แนวร่วมมุมกลับเหล่านั้น จึง “ยืมมือเผด็จการเหลือง” มา “โค่นเผด็จการแดง” แบบไม่สนใจใยดีว่า โค่นแล้วจะเป็นการ

“เตะหมูเข้าปากหมาหรือไม่”

และถ้าจะว่ากันโดยแท้แล้วพวกเขาก็คือ “มวลชนปฏิวัติประชาธิปไตย” ที่ “ขยันขันแข็ง” กว่ามวลชนจัดตั้งโดยตรงของเหลือง เพราะมาร่วมด้วยใจ มวลชนเหล่านี้แหละที่ “ดันก้น” “แกนนำ” ของฝ่ายอนุรักษ์ที่ “ปริ่มว่าจะขาดใจ” จากการรบยืดเยื้อ ไม่ให้ “ลงจากเวที!

แนวร่วมมุมกลับเหล่านี้ต่างหากที่ “นำสุเทพ” ไม่ใช่ถูก “สุเทพนำ”

............................................................................................................................................................................

พรรคการเมืองแดง” เป็นพรรคการเมืองของ “ชนชั้นกลาง” หรือ “ชนชั้นนายทุนใหม่” ที่เกิดขึ้นตามวิวัฒนาการของสังคมหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยน “ระบบเศรษฐกิจ” จาก Sufficiency Economy (ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง) มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalist)

การเปลี่ยนระบบจากระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาเป็นระบบทุนนิยมทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมาอีก 2 ชนชั้นคือ “ชนชั้นกลาง” (นายทุน) และชนชั้นล่าง (กรรมกร) แทรกขึ้นมาเป็นหน่อใหม่ในสังคมทุนนิยม โดยในยุคฟิวดัลก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนยุคทุนนิยม โครงสร้างทางสังคมแบ่งออกเป็น “ชนชั้นผู้ปกครอง” กับ “ชนชั้นผู้ถูกปกครอง” ซึ่งเป็น“ชาวนา”

ชนชั้นกลาง (นายทุน) กับชนชั้นล่าง (กรรมกร) ที่เกิดใหม่นี้ นอกจากจะเป็นพลังอิสระด้วยกันแล้ว ยังเป็น “คู่ขัดแย้ง” และเป็น “หุ้นส่วนการผลิต” (นายทุนลงทุน กรรมกรลงแรง) ซึ่งกันและกันอีกด้วย

การร่ำรวยขึ้น การมีอิทธิพลขึ้นของชนชั้นกลางในยุคทุนนิยม ทำให้ “ชนชั้นสูง” หรือ “กลุ่มอำนาจเก่าอนุรักษ์” ผู้มีอำนาจดั้งเดิม มีรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกท้าทายอำนาจ (Dual Power) การกระทบกระทั่งจากเล็กไปสู่ใหญ่ได้นำมาซึ่ง “สงคราม2ชนชั้น” เกิดขึ้นในทุกๆประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในบ้านเรา

ระยะแรกพรรคชนชั้นสูงมักจะชนะ เพราะพรรคชนชั้นกลางอ่อนหัดทางการเมือง แต่ชัยชนะของชนชั้นสูงก็ไม่อาจขจัด “ตุ๊กตาล้มลุก”  “ชนชั้นกลาง” ลง เพราะพรรคชนชั้นกลางเป็นความจริงแท้ของยุคอีกชนชั้นหนึ่งที่มีความก้าวหน้า และก็ไม่เพียงแต่ไม่แพ้เท่านั้น ชนชั้นกลางยัง “ลุกขึ้นสู้” สู้เพื่อให้มาซึ่งการปกครองที่เอื้อประโยชน์ต่อชนชั้นของพวกเขาจนได้รับชัยชนะในท้ายที่สุดเสมอ (อ่านประวัติการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษ ฝรั่งเศสและที่อื่นๆประกอบ)

กำลังทางการเมืองของแดง นอกจาก “มวลชน” จัดตั้งของพวกชนชั้นกลางเองแล้ว ยังมี “แนวร่วมมุมกลับ” คือพวกเสรีนิยมที่ทนเห็นการ “กดขี่” และ “การใช้วิธีการโค่นคู่ต่อสู้แบบเอาเปรียบ” ของฝ่ายอนุรักษ์ไม่ได้เข้ามาร่วมด้วยช่วยสู้

แนวร่วมมุมกลับเหล่านี้แหละที่เป็นกลาย “ผึ้งงาน” ที่ “ไม่รู้จักเหน็ดจากเหนื่อย” เป็น Pressure Group ที่คอย “ดันก้น” ให้ “ผู้นำการต่อสู้ของฝ่ายทุนใหม่” ยืนหยัดต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์ได้อย่างไม่ขาดสาย

“มวลชนปฏิวัติแดง” มีลักษณะที่เหมือนกับ “มวลชนปฏิวัติเหลือง” ก็คือการ “ยืมมือ” “เผด็จการ” ฝ่ายหนึ่งไป โค่น “เผด็จการ” อีกฝ่ายหนึ่งที่ตนไม่พอใจ โดยไม่สนใจใยดีว่า “เครื่องมือ” ทางการเมืองที่ตนใช้ไปนั้นจะเป็น

แมวขาวหรือแมวดำ!

สรุปได้ว่า

มวลชนปฏิวัติเหลือง” “ยืมมือ” ขบวนเผด็จการเหลือง “โค่น” เผด็จการแดง

มวลชนปฏิวัติแดง” “ยืมมือ” “ขบวนเผด็จการแดง” “โค่น” “เผด็จการเหลือง”   

..................................................................................................................................................................

การปฏิวัติในยุโรปเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา “ชนชั้นกลาง” มักจะร่วมมือกับชนชั้นล่างคือ “กรรมกร” โค่นล้มฝ่ายอนุรักษ์เสมอ แต่สำหรับประเทศไทยฝ่ายทุนใหม่อหังการคิดว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะฝ่ายอนุรักษ์ได้โดยไม่ต้องพึ่งกรรมกร ในขณะเดียวกันฝ่ายอนุรักษ์ก็ฉลาดพอที่จะใช้ CSR เพื่อสร้างการ Royalty ต่อ Brand อย่างเป็นเครือข่าย ใช้กลุ่ม “ทุนผูกขาดขนาดใหญ่” (ที่หากินร่วมกับฝ่ายอนุรักษ์) มาควบคุมทิศทางของกรรมกรในอุตสาหกรรมของพวกเขาเอาไว้ได้จำนวนหนึ่ง การที่มีกำลังก้ำกึ่งแม้ว่าจะเป็นฝ่ายอนุรักษ์จะล้าหลังกว่า ก็ทำให้ “สงครามชิงอำนาจรัฐ” ระหว่างฝ่ายทุนใหม่ (ชนชั้นกลาง) กับฝ่ายอนุรักษ์ (ชนชั้นสูง) “ยืดเยื้อ” มาจนกระทั่งวันนี้

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อการช่วงชิงอำนาจรัฐระหว่างชนชั้นในครั้งนี้ ทั้งคู่ต่างก็ “อ้างประชาชน” ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งๆที่การช่วงชิงอำนาจรัฐ ต่างก็กระทำไปเพื่อ “ธุรกิจการเมือง” ของฝ่ายตนแท้ๆ สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาได้ จาก “คำปราศรัย” และจากสนามรบของ “Social Media” ของแต่ละฝ่ายว่า “มุ่งเน้นแต่จะ “โจมตี” “ส่อเสียด” กันแต่ในเรื่อง “ส่วนตัว” ทำนอง “เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น” ทั้งสองพรรคนี้ไม่เคยพูดถึงเรื่อง “หลักการ” เลยว่า “พวกเขา” (เหลือง,แดง) จะ “สถาปนาอำนาจอธิปไตยปวงชน” สร้างสมดุลทางชนชั้น เพื่อเป็น “ปฐมบท” ของเส้นทางที่จะไปสู่การปกครองแบบประชาธิปไตยทดแทนการปกครองแบบเผด็จการซึ่ง “ปฐมเหตุแห่งปัญหาชาติ” แต่อย่างใดไม่

2.การต่อสู้ของพรรค “ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” VS พรรค “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป”

สงครามยกสองนี้เป็นสงครามที่ถูกทำขึ้นหลังจากฝ่ายอนุรักษ์ถูก “บังคับสภาพ” จากทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศให้ทำการ “เลือกตั้ง” ขึ้นเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่หลังจากการเลือกตั้ง ฝ่ายอนุรักษ์ที่ครองอำนาจจากการเอื้อของกองทัพกลับเป็นฝ่าย “แพ้” ไปอย่างเสียหน้า ต้องปล่อยให้ฝ่ายชนชั้นกลางบริหารชาติบ้านเมืองไป ครั้นความอดทนของฝ่ายอนุรักษ์ก็มีได้ระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะในกลุ่มสมาชิกประเมินว่าขืนให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้อีก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องระดมทุน ระดมกำลังก่อสงครามชิงอำนาจรัฐอีก แรกๆขบวนเผด็จการเหลืองใช้ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งเป็น “สารตั้งต้น” ของการรัฐประหารในปี 2549 มาจุดชนวนให้อีก ทว่าความ “เสียหายทางการเมือง” ที่ “มากเกิน” ของบรรดา “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” จึงทำให้คนเหล่านั้นไม่สามารถ Up มวลชนขึ้นมา Fool ทหารให้ออกมาทำรัฐประหารได้อีก

และเมื่อกลุ่มแรกจุดชนวนไม่สำเร็จ “ชนวนใหม่” จึงถูก “ส่งต่อ” ไปให้ “ทหารแก่นอกราชการ” ช่วยจุดอีกครั้ง แต่ด้วยความ “ด้อยบารมี” บวกกับความไร้เดียงสาในทางการเมือง (รู้แต่วิชาการทหาร) จึงทำให้ การ Up มวลชนของ “ทหารแก่” เหล่านั้น “จุดไม่ติด” มวลชนจัดตั้ง (จากการทำ CSR ของฝ่ายอนุรักษ์+มวลชนของพรรคการเมืองเหลือง) ที่ว่าจะมากัน “เป็นล้าน” ก็ “ไม่มาตามนัด” แม้จะส่งต่อการต่อสู้แนวทางรุนแรงไปให้ “คปท.” ประชาชนก็ปฏิเสธ ไปคว้าเอา “สันติอโศก” ที่ “เชื่องทางจิตวิญญาณ” มาแบ้คอัพให้ก็ “ปั่นมวลชน” “ไม่ขึ้น” ส่งสุเทพ เทือกสุบรรณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “ที่ลาออก” มาเคลื่อนไหวครั้งแรกๆก็ “แป้ก”

มาได้เรื่องได้ราวก็เมื่อพรรคของชนชั้นนายทุนผูกขาดใหม่ (แดง เพื่อไทย) เตะตัดขาตัวเองด้วยการเสนอ พรบ.นิรโทษกรรมยกเข่งแบบ “ลักหลับ” ขึ้น การเสนอพ.ร.บ.แบบลักหลับดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับมวลชนปฏิเสธการปกครองแดงอย่างมาก ขบวนเผด็จการเหลืองอนุรักษ์จึงเอาประเด็นดังกล่าวมาขยายผลพร้อมๆกับการยก “การปฏิรูปการเมือง” ที่สอดคล้องกับอารมณ์เบื่อนักการเมืองพรรคการเมือง แทรกเข้าไปเป็น น้ำหวานล่อแมลง” ผลก็คือ “มวลชนปฏิวัติ” หรือมวลชนต้องการการเปลี่ยนแปลง วิ่งมาเป็น “กำลังทางการเมือง” ให้เหลืองมากมายอย่างไม่คาดฝัน

แต่แม้ว่าฝ่ายอนุรักษ์จะได้กำลัง “แนวร่วมมุมกลับ” หรือ “มวลชนปฏิวัติในสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง” ที่แข็งแกร่งมาร่วมต่อสู้ในครั้งนี้มากมายเพียงใด “ความล้าหลัง” และการ “ขาดการรุกทางการเมือง” ของพวกเขาก็ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ไม่สามารถยึดอำนาจรัฐได้ (*แม้จะไประดม นักวิชาการ หมอ พยาบาล เอ็นจีโอ นักเขียน นักกวี พคท.ที่เป็น Change Agent เพื่อมาดึงมวลชนมาเกทับมวลชนของอีกฝ่ายแล้วก็ตาม)

ท้ายที่สุด “ข้อเสนอที่ล้าหลัง” (ปฏิรูปที่หาคำตอบให้ตัวเองยังไม่ได้จนต้องมาระดมหาแนวทางปฏิรูปกันใหม่ที่สวนลุมพินีเร็วนี้) จึงไปทำลาย “ฟองสบู่” แห่ง “ความหวัง” ของมวลชนเหลืองลงอย่างยับเยิน มวลชนที่เคยเข้าร่วมมากมายมหาศาลกลับน้อยลงๆเพราะนอกจากจะเหนื่อยกับการรบที่ยืดเยื้อยาวนานแล้ว พวกเขายังคลางแคลงใจในความเป็นสีเทาดำของฝ่ายเหลืองและการมุ่งที่ไป “โจมตีตัวบุคคล” โดยไม่ได้พูดถึง “หลักการ” อีกต่างหาก

ผลกระทบจากการ “ชิงอำนาจรัฐ” ทั้งสองรอบไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อนายทุนที่ลงขันให้เท่านั้น มันยังไปทำให้ประชาชนคนเล็กคนน้อย ผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมสิ้นเนื้อประดาตัวอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กรรมกร” และผู้ประกอบการขนาดกลางขนาดย่อมซึ่งไม่ใช่คู่กรณีของทั้งคู่อีกต่างหาก ผลกระทบต่อกรรมกรและนายทุนน้อยเหล่านี้แหละ ที่จะไปทำให้ “ยักษ์หลับ” ทั้งสอง ลุกขึ้นมาเรียงโมเลกุลทางความคิดโค่นทั้งชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเพื่อสร้างการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนขึ้นมาแทนการปกครองแบบเผด็จการของเหลืองแดงที่สู้เพื่อแย่งอำนาจกันในเวลานี้

ปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ: เลือกตั้งก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย

ข้ออ่อนด้อยของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเหลืองก็คือความต้องการผูกขาดอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นไปชั่วนิรันดร คุณลักษณะดังกล่าวจึงแย้งกับความเป็นจริงในยุคทุนนิยมที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” และถึงแม้ว่าเหลืองอนุรักษ์ไทยจะมีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมทุนนิยมได้ในระดับหนึ่ง แต่พวกเขาก็หลีกหนีความเป็นชนชั้นของพวกเขาไปไม่ได้ ข้อเสนอที่ดูเหมือนจะก้าวหน้าคือการ “ปฏิรูปทางการเมือง” ก็เป็นความ “ก้าวหน้าปลอม” เพราะท้ายที่สุดก็ต้องมาระดมหาความหมายที่สวนลุมฯกันอีกในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แสดงว่าก่อนหน้านั้นก็พูดๆให้ดูดีไปอย่างนั้นเอง

กาละ เทศะ ของประเทศในวันนี้คือ “การเปลี่ยนอำนาจอธิปไตยจากคนส่วนน้อยมาเป็นของปวงชน” เพราะที่ผ่านมา การปกครองด้วยอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยไม่ว่าอำนาจอธิปไตยชนชั้นกลางหรืออำนาจอธิปไตยชนชั้นสูงก็ตอบแต่ประโยชน์ของชนชั้นผู้ครองอำนาจแต่ไม่ได้ตอบโจทย์ประชาชนมาเลยกว่า 80 ปี

การเสนอความ “ก้าวหน้าปลอม” ที่เสนอต่อประชาชนนั้นเป็นแท้คติคที่สอดคล้องกับความไม่พอใจต่อการปกครองของชนชั้นกลาง ให้ “คนก้าวหน้า” ให้มารับใช้แนวทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์เท่านั้น และเมื่อเป็นความก้าวหน้าปลอม บนเวที กปปส. จึงไม่มีการพูดถึงเรื่อง “หลักการ” มีแต่การ “โจมตี” เรื่อง “ตัวบุคคล” วันแล้ววันเล่า กดคู่ Dual Power ให้ “ต่ำลง” เพื่อให้ตัวเอง “สูงขึ้น” เข้าทำนอง “เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น” เพื่อสร้างความชอบธรรมในการโค่นด้วยมวลชนหรือมวลชน+ทหาร แต่ก็ด้วยเพราะคุณลักษณะด้อยของฝ่ายอนุรักษ์เองนั่นแหละ ที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถ “รุกทางการเมือง” ต่อฝ่ายตรงข้ามได้

การรุกทางการเมืองไม่ได้นั้นเองที่ไปทำให้ “ทหาร” ที่เตรียมการเอาไว้ ไม่สามารถออกมาทำรัฐประหารเพื่อโค่นพรรคชนชั้นกลางแดงลงได้ เพราะผู้นำทางทหารรู้ดีว่าการทำรัฐประหารในนาทีนี้มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง และถึงจะทำรัฐประหารได้พวกเขาก็ “ปกครองไม่ได้” และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะเป็นแบบเดียวกับ 3 จังหวัดภาคใต้ที่มีมวลชน “ลุกขึ้นสู้” นั่นเอง

ส่วนข้ออ่อนด้อยของฝ่ายแดงที่แม้จะก้าวหน้ากว่าก็ไม่ต่างกับฝ่ายอนุรักษ์เหลือง คืออยากได้อำนาจรัฐมาเพื่อตอบสนองประโยชน์ทางธุรกิจการเมืองของกลุ่ม การเสนอประเด็น เรื่อง เลือกตั้งเพื่อปฏิรูป” ก็เป็นเพียงการเอา “วิธีการประชาธิปไตย” (Democratic Mean) มา “ห่ม” “ระบอบเผด็จการ” ของพวกเขาเอาไว้ เพื่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์เหลืองเท่านั้น บทเรียนทางประวัติศาสตร์ในช่วง 80 กว่าปีที่ผ่านมา สอนประชาชนรู้ดีว่า เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้ “ผู้แทนนายทุน” (เหล้าเก่า) ขึ้นมา “ปกครองใหม่” สร้างปัญหาให้คนยากคนจนสร้างความร่ำรวยอย่างอเนกอนันต์ให้ทุนผูกขาดเหมือนเดิม

“การเลือกตั้ง” เป็นเพียง “วิธีการประชาประชาธิปไตย” เพื่อให้ได้อำนาจอธิปไตยมาปกครองวิธีหนึ่งไม่ต่างกับการได้อำนาจอธิปไตยที่ได้มาจากการ “รัฐประหาร” และการ “แต่งตั้ง”

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่วิธีการให้ได้มาซึ่งอำนาจแต่ปัญหาอยู่ที่ว่าอำนาจที่ได้มานั้น “เป็นของใคร” ต่างหาก ถ้าอำนาจอธิปไตยที่ได้มาตกเป็นของชนชั้นสูง (ระบอบเผด็จการชนชั้นสูง) ชนชั้นสูงก็เอาไปหาประโยชน์ ถ้าอำนาจอธิปไตยที่ได้มาตกไปอยู่ในมือของชนชั้นกลาง (ระบอบเผด็จการชนชั้นกลาง) ชนชั้นกลางก็นำไปหาประโยชน์ ถ้าอำนาจอธิปไตยตกไปอยู่กับกรรมกรฝ่ายเดียว กรรมกรก็เอาไปหาประโยชน์ (เผด็จการคอมมิวนิสต์) แต่ถ้าอำนาอธิปไตยนั้นตกอยู่ในมือของปวงชน  (ระบอบประชาธิปไตย) ปวงชนก็นำไปแบ่งปันให้กับทุกชนชั้นอย่างเสมอภาค

การเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา คนไทยได้การปกครองของเผด็จการชนชั้นสูงหรือชนชั้นนายทุนผูกขาดมาสร้างความเสียหายให้กับบ้านเมืองทุกครั้ง ดังนั้นการเลือกตั้งภายใต้ระบอบเผด็จการจึงไม่ใช่คำตอบของประชาชนแต่อย่างใด

การต่อสู้ชิงอำนาจรัฐของขบวนเผด็จการเหลืองครั้งนี้ ขบวนเผด็จการแดง ใช้ “ความกลัวของมวลชน” ที่มีต่อ “ทหาร” ซึ่งเคยเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้เหลืองมา Counter ฝ่ายตรงข้ามอย่างได้ผล ทำให้ “คนเดือนตุลาฯ” ที่เคยถูกฝ่ายเหลืองอนุรักษ์ “ประเคนกรรม” ให้ไว้ในอดีต ออกมายืนข้างแดงได้บางส่วน เอาการปฏิเสธการรัฐประหารของสหประชาชาติ ของมหาอำนาจทั้งฝ่ายตะวันตกและตะวันออก มาขยายผล ใช้การถอยทางยุทธวิธีด้วยการ “ยุบสภา” มาให้ประชาชนล้อมกรอบฝ่ายตรงข้ามได้ แต่วิธีการเหล่านั้นก็เป็นได้พียงการ “ได้ยื้อ” “อำนาจ” เพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนซีกเขาเท่านั้น หาใช่การยื้อที่ก้าวหน้า เพื่อการทำ “อำนาจอธิปไตยให้เป็นของปวงชน” ไม่

ด้วยเหตุนี้การคงอยู่ของขบวนเผด็จการฝ่ายแดงจึงเป็นอุปสรรคต่อการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชนที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขบวนเผด็จการเหลืองอนุรักษ์ 

สงคราม 2 วง “ขบวนเผด็จการ” VS “ขบวนเผด็จการ” กับ ระบอบเผด็จการ VS ประชาชน

สงครามกลางเมืองในวันนี้ถ้าดูกันอย่างผิวเผินแล้ว เราก็จะเห็นกันแต่เพียงสงคราม “ชิงอำนาจรัฐเผด็จการ” เหลืองกับแดงเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วสงครามครั้งนี้มีอยู่ 2 วง วงหลักและเป็นวงที่เป็นปฐมเหตุของสงครามระหว่างเหลือง-แดง ก็คือวงสงครามระหว่าง “ระบอบเผด็จการVSประชาชน สงครามวงนี้มีเหตุแห่งสงครามจากการปกครองแบบเผด็จการที่ทำให้ทุนผูกขาดไปทำลายทุนขนาดกลางขนาดย่อม ที่ไปเอื้อต่อการกดขี่ขูดรีดของนายทุนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้ทุนส่วนหนึ่งกลายเป็นนายทุนผูกขาด ส่งผลให้นายทุนจำนวนหนึ่งร่ำรวยติดอันดับโลกแบบผกผันกับประชาชนจำนวนมหาศาลที่ต้องอยู่กันอย่างลำบากยากแค้น (นายทุนติดอันดับโลกอื่นๆอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนไม่ได้กดขี่ขูดรีดแรงงานและถูกแย่งอาชีพแบบสังคมเผด็จการไทยไทย) คนยากคนจนถูกชนชั้นสูงและชนชั้นกลางทำ Double Standard ทำให้ประชาชนวิกฤติศรัทธาต่อพรรคการเมืองทั้งเหลืองและแดง จนนำมาสู่ “สงครามประชาชน” สงครามประชาชนที่มวลชนประชาธิปไตยแดงกระทำต่อเผด็จการเหลือง มวลชนประชาธิปไตยเหลืองกระทำต่อเผด็จการแดง มวลชนประชาธิปไตยทั้งคู่นี้แหละที่ไปกดดันให้เผด็จการทั้งคู่สู้กันอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย

การที่มวลชนประชาธิปไตยต่าง “ยืนกันคนละจุด” ก็เพราะคนเหล่านั้นมองปัญหาการเมืองกันโดยไม่อาศัย “หลักวิชา” หลักวิชาที่มาจากความจริงแท้ที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบอบประชาธิปไตย

และเมื่ออำนาจอธิปไตยปวงชนเป็นความจริงแท้ อำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยไม่ว่าอำนาจอธิปไตยนั้นจะเป็นอำนาจอธิปไตยชนชั้นสูง (ฝ่ายอนุรักษ์) หรืออำนาจอธิปไตยชนชั้นกลาง (ทุนผูกขาดใหม่) จึงล้วนแต่เป็นระบอบเผด็จการ การเข้าใจผิดประเด็นว่าการเลือกตั้งคือประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญคือประชาธิปไตย เสรีภาพคือประชาธิปไตย ปฏิรูปจะได้มาซึ่งประชาธิปไตยนั่นแหละ ที่ทำให้มวลชนปฏิวัติแยกแยะไม่ได้ว่าประชาธิปไตย (อำนาจอธิปไตยปวงชน) แตกต่างกับ คอมมิวนิสต์ (อำนาจอธิปไตยชนกรรมาชีพ) แตกต่างกับ เผด็จการ (อำนาจอธิปไตยนายทุนหรือชนชั้นสูง) อย่างไร วิธีการประชาธิปไตย (เลือกตั้ง) ต่างจากหลักการประชาธิปไตย (อำนาจอธิปไตยปวงชน) อย่างไร

ผลของความไม่เข้าใจตามหลักวิชาดังกล่าวจึงทำให้มวลชนประชาธิปไตยเหลือง,แดงจำนวนไม่น้อยที่ “หลง” ไป “ติดกับ” เกาะ “กงจักรเผด็จการ” คนละสี คนละชนชั้น เพราะคิดว่า “กงจักร” ที่ตนไปเกาะนั้น เป็น “ดอกบัว” ทั้งๆที่ “กงจักร” ไม่ว่าจะมีสีอะไรก็ล้วนแต่ “บั่นคอ” ประชาชนด้วยกันทั้งสิ้น แมวขาวหรือแมวดำต่างก็จับหนูมากินด้วยกันทั้งสิ้น!

สงครามกลางเมืองจะจบลงอย่างไร

                ทุกข์เกิดเหตุแห่งทุกข์ฉันใด สงครามจะเกิดขึ้นได้ก็ย่อมมีเหตุของสงครามเป็นเงื่อนไขฉันนั้น สงครามประชาชนที่เกิดขึ้นในบ้านในเมืองเราในวันนี้มีเหตุแห่งทุกข์ (เงื่อนไขสงคราม) มาจากการปกครองแบบเผด็จการทั้งเหลืองและแดงทั้งสิ้น

ในวันที่สังคม “ไม่ได้ถูกผูกขาดด้านการสื่อสาร” ผู้คนจึงมีดวงตาเห็นการ “กดขี่” การขูดรีด ของทั้งสองชนชั้นได้ไม่ยาก การเห็นได้ไม่ยากนั้นแหละที่นำมาซึ่ง “วิกฤติศรัทธาที่รวดเร็ว” ของประชาชนที่มีต่อ “ผู้ปกครอง” เหลืองและแดง จนนำมาซึ่งสงครามระหว่าง “ประชาชนกับระบอบเผด็จการ” วันนี้ และภายใต้สงครามประชาชนนั้นก็มีสงครามระหว่างผู้ปกครองเหลืองกับผู้ปกครองแดงเป็นผลข้างเคียง (Side Effect) อีกต่างหาก

                ดังนั้นถ้าจะยุติสงครามกลางเมืองในบ้านเมืองเรา เราก็ต้องขจัดเหตุแห่งทุกข์หรือเงื่อนไขสงครามคือระบอบเผด็จการซึ่งเป็นวัชพืชในนาข้าวคือประเทศไทยลงเสีย แล้วสถาปนาอำนาจอธิปไตยปวงชนหรือระบอบประชาธิปไตยซึ่งเป็นต้นข้าวที่กินได้ขึ้นมาแทน สงครามก็จะหมดสภาพไป

                หลายคนมีความพยายามที่จะยุติสงครามระหว่างเหลืองกับแดงลง เพราะคิดว่าสงครามเหลืองแดงเกิดขึ้นมาเพียงเพื่อการแย่งชิงอำนาจรัฐของ 2 ขั้วเท่านั้น จึงขอเรียนต่อท่านทั้งหลายว่า สงครามเหลืองแดงนั้นผูกติดกับสงครามระหว่างประชาชนกับระบอบเผด็จการอย่างแยกกันไม่ออก ถ้าเราไม่ยุติสงครามประชาชนลง สงครามระหว่างเหลืองแดงก็ไม่สามารถยุติลงได้ไม่ว่าจะมีความพยายามมากมายเพียงใดก็ตาม

การจะยุติสงครามประชาชนลงได้ก็ต้องทำลายระบอบเผด็จการและสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นมาแทน สงครามจึงจะยุติลง

แต่การสร้างประชาธิปไตยไม่ว่าที่ใดในโลก จำเป็นต้องมี “การปกครองเฉพาะกาล” เพื่อเปลี่ยนผ่านการปกครองจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยทุกๆประเทศเสมอ (พวกไร้เดียงสาทางวิชาการบอกว่าสร้างการปกครองเฉพาะกาลเพื่อการเลือกตั้งใหม่หรือสร้างการปกครองเฉพาะกาลเพื่อให้ได้มาซึ่งการปกครองของเหลืองแดงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยคนส่วนน้อยนั้นแก้ปัญหาสงครามไม่ได้ครับ)

การเปลี่ยนผ่านนี้มีความจำเป็นต้องอาศัยผู้รู้วิชาการเมืองมาทำให้เท่านั้น จะมาเอาคนที่ไม่รู้วิชามาทำ (เครื่องบิน รถ จรวด ฯลฯ) ยังไงก็ทำไม่ได้

                ขอเรียนซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า สงครามประชาชนไม่ได้เกิดจาก “คน” แต่เกิดจาก “ระบอบ” ดังนั้นถ้ามวลชนปฏิวัติของทั้งสองฝ่าย มุ่งหน้าแต่จะไปแก้ไขปัญหา “คน” ก็จะทำให้เกิดการฆ่ากันอย่างที่เกิดในอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซียหรือที่อื่นใดในโลก

แต่ถ้าเราเข้าใจร่วมกันว่าเหตุแห่งปัญหาชาติไม่ได้เกิดจาก “คนผิด” แต่เกิดจากปัญหา “ระบอบผิด” เราก็จะหันมาแก้ “ระบอบผิด” ให้เป็น “ระบอบถูก” โดยไม่มีการ “โจมตีตัวบุคคล” “จ้องแต่จะฆ่ากัน” ดั่งการต่อสู้ของเหลืองแดงในเวลานี้ 

*ปล.การ “เปิดหน้าเล่น” ของ Change Agent หรือนักวิชาการ นักกิจกรรม “เสาค้ำเผด็จการ” แต่ละฝ่ายที่ออกมายืนข้างเผด็จการในช่วงที่ผ่านมา เป็นผลดีต่อประชาชนอย่างยิ่ง เพราะทำให้มวลชนของทั้งคู่ “วิกฤติศรัทธา” ต่อ เสาค้ำเผด็จการทั้งสองขั้ว “สลับกันไป” วิกฤติศรัทธาที่ไขว้ข้าง ย่อมทำให้ “นั่งร้านเผด็จการ” ทั้ง 2 ขบวน “พังลง” การพังของ “นั่งร้านเผด็จการ” ก็คือการพังของเผด็จการนั่นเอง

chamlongboonsong@gmail.com

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี 

ฝ่ายการตลาด คุณ บุณย์วรางค์ มนตรีพิศาล โทร.081-4971702  

ประจำกองบรรณาธิการ สาวดอนเมือง มณี บันลือ  อินทรีดำ ธงชัย อึ้งเข่งสุง

 
view