http://www.thongthailand.com
  สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com 
 หน้าแรก  เว็บบอร์ด  บทความ  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  ข่าวสาร
ค้นหา  ประเภทการค้นหา   Cart รายการสั่งซื้อ (0) 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 15/03/2009
ปรับปรุง 04/12/2022
สถิติผู้เข้าชม13,084,109
Page Views15,297,798
« December 2022»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
ท่องเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลก
ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และความเชื่อ
รีวิว ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ทและสปา
  foo&bed
ธรรมชาติ,สัตว์ป่าและพันธุ์พืช...มีคุณ(nature)
บทบรรณาธิการ สกู๊ฟพิเศษ และเรื่องเล่า
ข่าวสาร
http://www.thongthailand.com/index.php?mo=3&art=42365202
 

เศรษฐศาสตร์ มช. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

เศรษฐศาสตร์ มช. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19

เศรษฐศาสตร์ มช. ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19  

พบกลุ่มผลิตปศุสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์ มีโอกาสรอดสูงกว่ากลุ่มบริการนอกจากนี้ยังต้องมีความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าและการให้บริการ รวมถึงให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ และทำวิจัยร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐและสถาบันการศึกษา  ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อประชาชนทั่วไป และผู้ประกอบการทุกกลุ่มสาขาอาชีพ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในภูมิภาคต่าง ๆ ที่รายได้ลดลงไปจนทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวไปเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ วช.จึงให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและนวัตกรรมประจำปีงบประมาณ 2564 ในโครงการ “วิเคราะห์ความน่าจะเป็นของการอยู่รอดและแนวทางการปรับตัวของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือภายใต้สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19” ซึ่งมี รศ.ดร.ภารวี มณีจักร จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความน่าจะเป็นในการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 รวมถึงถอดบทเรียนของวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว

ดร.ภารวี มณีจักร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากข้อมูลในปี 2563 พบว่าภาคเหนือเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนวิสาหกิจชุมชนมากเป็นอันดับที่สองของประเทศ รองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 ไม่ต่างจากวิสาหกิจชุมชนอื่นๆ ในประเทศไทย โดยมีวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากที่ต้องหยุดกิจการ แต่ก็ยังมีวิสาหกิจอีกบางส่วนที่สามารถปรับตัวและอยู่รอดภายใต้วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ ทีมวิจัยจึงทำการศึกษาวิเคราะห์เชิงลึก ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชน และถอดบทเรียนวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงเสนอแนวทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองได้ในช่วงหลังโควิด-19 สำหรับผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชน ได้มีการเก็บข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนภาคเหนือ 400 ตัวอย่างใน 9 จังหวัด และนำมาวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองที่ใช้ในการวิเคราะห์โอกาสในการอยู่รอด หรือ “COX model”   โดยในส่วนของปัจจัยด้านพื้นฐานของวิสาหกิจชุมชนพบว่า วิสาหกิจชุมชนในกลุ่มผลิตปศุสัตว์และแปรรูปผลิตภัณฑ์มีโอกาสที่จะอยู่รอดมากกว่ากิจการให้บริการ เพราะมีความแน่นอนของตลาดและสามารถปรับตัวได้มากกว่าธุรกิจในกลุ่มบริการ อีกทั้งมีสัดส่วนลูกค้าเป็นคนในพื้นที่มากกว่าคนนอกพื้นที่ ส่วนปัจจัยด้านทุนชุมชน พบว่า การจัดการทางการเงินที่ดีจะส่งผลในทางบวกต่อการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และยังพบว่าแม้บางวิสาหกิจได้เข้าร่วมอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตและบริหารจัดการ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านอายุที่มากและขาดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ขาดแคลนอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมถึงการขาดการติดตามผลจากผู้อบรม จะมีผลต่อการอยู่รอดของการดำเนินธุรกิจด้วย


สำหรับปัจจัยด้านสถานการณ์การแพร่ระบาดและการปรับตัวของวิสาหกิจชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด หากวิสาหกิจชุมชนตัดสินใจเปิดทำการตามปกติ หรือเปิดทำการแต่ลดชั่วโมงการปฏิบัติงานจะทำให้มีโอกาสที่จะอยู่รอดมากขึ้นกว่าการปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้วิสาหกิจชุมชนที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการจำหน่ายมาเป็นแบบออนไลน์จะช่วยทำให้โอกาสในการอยู่รอดของวิสาหกิจชุมชนเพิ่มขึ้นได้ ส่วนปัจจัยด้านการสนับสนุนจากภาครัฐในช่วงการแพร่ระบาด พบว่า มาตรการให้ความช่วยเหลือเยียวยาประชาชน เช่น โครงการคนละครึ่ง เราชนะ เรารักกัน และโครงการตลาดเกษตรออนไลน์ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการเกษตรสามารถช่วยให้วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมมีโอกาสที่จะอยู่รอดเพิ่มมากขึ้นกว่าวิสาหกิจชุมชนที่ไม่เข้าร่วมโครงการ ดร.ภารวี กล่าวว่า  ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด ทีมวิจัยได้มีการถอดบทเรียนวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จ 4 แห่งคือ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตน้ำผึ้งดอกลำไย วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสมุนไพร วิสาหกิจชุมชนผลิตกาแฟ และวิสาหกิจชุมชนกลุ่มให้บริการที่พักหรือโฮมสเตย์ และนำไปสู่แนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการพึ่งพาตนเองได้ในช่วงหลังโควิด-19 ซึ่งพบว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความอยู่รอดในระยะสั้นคือ ความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าและการให้บริการ เช่น กลุ่มที่ทำการผลิตสมุนไพรก็ได้หันมาผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการในขณะนั้นมากขึ้น เช่น สมุนไพรฟ้าทะลายโจร กระชายขาว และฟ้าทะลายโจรผสมกระชายขาวทั้งในรูปแบบแคปซูลและแบบผง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด/ฆ่าเชื้อโรคในรูปแบบสเปรย์ ส่วนปัจจัยสู่ความอยู่รอดอย่างยั่งยืน หรือระยะยาวนั้นก็คือ การให้ความสำคัญกับการทำการตลาดออนไลน์ เช่น Shopee Lazada  Line-shopping  และ Facebook ฯลฯ และมีการทำวิจัยและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานของภาครัฐและสถาบันการศึกษา


จากผลการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยสู่ความอยู่รอด และจากการถอดบทเรียน สามารถนำไปถ่ายทอดความรู้ผ่านการอบรมให้กับวิสาหกิจชุมชนที่สนใจ รวมถึงชุมชนที่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดจนสามารถแก้ไขจุดอ่อนต่างๆ มีการปรับตัวหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ซึ่งเป็นการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีการแลกเปลี่ยนมุมมอง ความรู้ และมีการบูรณาการความรู้ระหว่างวิสาหกิจชุมชนและสถาบันการศึกษา โดยสถาบันการศึกษาเป็นองค์กรที่มีความรู้ มีเทคโนโลยีที่สมัยใหม่ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนในมิติต่างๆ ขณะเดียวกันนักวิชาการก็สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์และองค์ความรู้ท้องถิ่นจากวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นผู้ลงมือปฏิบัติจริง  
ผลของการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนชุมชน ให้สามารถพึ่งพาตนเอง ได้ในระยะยาว  และยังสามารถต่อยอดงานวิจัยในอนาคตได้ เช่น ระบบการจัดการโลจิสติกส์ มาตรการช่วยเหลือทางด้านการเงินจากธนาคารเฉพาะกิจ ที่ต้องวิเคราะห์หาจุดสมดุลระหว่างการให้ความช่วยเหลือและเสถียรภาพของสถาบันการเงิน  ซึ่งผลการศึกษานี้จะนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

 
 หน้าแรก  บทความ  ข่าวสาร  รวมรูปภาพ  ติดต่อเรา  เว็บบอร์ด

อัตราค่าโฆษณา    

แบบเนอร์ กลางหน้า.  ขนาด 800 x 400-600 พิกเซล เห็นหน้าแรก  5,000 บาท/เดือน

แบนเนอร์ เหนือโลโก้เว็บไซต์ ขนาด 1000 x 80 พิกเซล เห็นทุกหน้า 4,000 บาท/เดือน

 แบนเนอร์ ซ้าย  ขนาด 240 x 120-160 พิกเซล เห็นทุกหน้า 3,000 บาท/เดือน

ทำข่าวแถลง รีวิวโรงแรมและร้านอาหาร  เขียนสารคดี เชิญได้โดยตรงที่ โทร.081-9416364

ติดต่อ 135 ม.12 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม 73140

 
view